เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยกลยุทธ์ Multi-Asset Class Portfolio ผ่าน 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ตั้งเป้าปี 2569 รายได้ทะลุ 15,000 ล้านบาท พร้อมเร่งขยายธุรกิจอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรม และพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ หวังรักษาการเติบโตท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าแม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง กำลังซื้อถดถอย ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่อเนื่อง แต่บริษัทยังคงรักษาผลการดำเนินงานได้อย่างมั่นคงจากการกระจายพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจเพื่อขายและธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ

โดยผลประกอบการปีงบการเงิน 2568 (ต.ค. 2567-ก.ย. 2568) บริษัทมีรายได้รวม 14,686 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,455 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีงบการเงิน 2567 ที่มีรายได้ 14,621 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,467 ล้านบาท สะท้อนถึงความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของธุรกิจแม้อยู่ในภาวะตลาดที่ท้าทาย

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตมาจากการพัฒนาแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรรายแรกของไทย ซึ่งออกแบบให้ครอบคลุม 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจที่อยู่อาศัย ธุรกิจอุตสาหกรรม และธุรกิจพาณิชยกรรมและมิกซ์ยูส ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการควบรวมกิจการกับบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ เมื่อปี 2562 ทำให้พอร์ตโฟลิโอของบริษัทมีสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Multi-Asset Class Portfolio) และยังเป็นการรวมประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึกในตลาดประเทศไทยเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการบริหารอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรของกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่มีธุรกิจอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งเป็นความแตกต่างและโดดเด่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย

วาง 6 เครื่องยนต์สร้างรายได้จากการขาย-รายได้ประจำ

อย่างไรก็ดีปัจจุบันเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย มีทั้งหมด 6 กลุ่มธุรกิจที่เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ประกอบด้วย ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่อยู่อาศัยแนวสูง อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม อาคารสำนักงานและโรงแรม รวมถึงธุรกิจรีเทล โดยการกระจายพอร์ตดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ และสร้างสมดุลระหว่างรายได้จากการขายและรายได้ประจำ

โดยมีธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม จะเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตในระยะต่อไป ผสมผสานระหว่างธุรกิจที่สร้างรายได้จากการขายอย่างที่อยู่อาศัยแนวราบ, ที่อยู่อาศัยแนวสูง และธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ทั้งอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรม, อาคารสำนักงานและโรงแรม และรีเทล การจัดโครงสร้างด้วย 6 ธุรกิจเป็นการวางรากฐานพอร์ตโฟลิโอให้มีเสถียรภาพและยืดหยุ่น ช่วยกระจายความเสี่ยง และป้องกันผลกระทบจากภาวะผันผวนของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

โดยมีธุกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ และนิคมอุตสาหกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยบริษัทมีโซลูชันการบริการครบวงจรตั้งแต่การจัดหาที่ดิน ไปจนถึงการก่อสร้างโรงงานและคลังสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรได้รอบด้าน พร้อมรองรับ 2 กระแสหลักทั้งการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนรวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ ผ่านการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสบนทำเลศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ทั้งวัน แบงค็อก, พาร์คเวนเจอร์, สาทร สแควร์, เดอะ ปาร์ค, เอฟวายไอ เซ็นเตอร์, สามย่านมิตรทาวน์ และสีลมเอดจ์ ซึ่งผสมผสานพื้นที่สำนักงานและรีเทลเข้าด้วยกัน รองรับทั้งผู้เช่าและผู้ใช้บริการในยุคใหม่

ด้านธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัทมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ เดอะ แกรนด์ โครงการบ้านเดี่ยวและคฤหาสน์ระดับลักชัวรี่, แกรนดิโอ บ้านเดี่ยวและคฤหาสน์หรู สไตล์ยุโรป , แกรมัวร์ แบรนด์บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่เน้นดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์ ฟังก์ชันครบครันสำหรับครอบครัว ขณะที่กูธ์เธ่ หรือ กิวเต้ เป็นโครงการบ้านเดี่ยว ที่เน้นการออกแบบตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมือง เดินทางสะดวก ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และโกลดีน่า โครงการทาวน์โฮมหรู สไตล์ยุโรปที่มีการเพิ่มฟังก์ชันพิเศษ โดยสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกระดับ

ผสานความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านเครือข่ายระดับสากล

อีกหนึ่งจุดแข็งคือการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายธุรกิจระดับสากล ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเชื่อมโยงฐานลูกค้า และการให้บริการลูกค้าข้ามประเทศ โดยเฉพาะในธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่สามารถรองรับการขยายธุรกิจของลูกค้าระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การผนวกโครงการวัน แบงค็อก เข้าสู่แพลตฟอร์มการบริหารเดียวกัน ยังช่วยยกระดับการบริหารสินทรัพย์ การปล่อยเช่า และการดูแลผู้เช่าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงศักยภาพของทุกกลุ่มสินทรัพย์เข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในระยะยาว

มั่นใจปี 69 ธุรกิจยังขยายตัวได้แม้เศรษฐกิจซบ

สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมมากกว่า 15,000 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักการเติบโตจากธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก พร้อมขยายพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจาก 3.8 ล้านตารางเมตร เป็น 4 ล้านตารางเมตร

ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมจาก 1,891 ไร่ เป็น 3,800 ไร่ ภายในโครงการในอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA – The Eastern Gateway) และมีแผนพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมอีก 2,200 ไร่ ในจังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

ในส่วนของธุรกิจอาคารสำนักงานและรีเทล หลังการรวมโครงการวัน แบงค็อก เข้าสู่พอร์ตธุรกิจ ทำให้บริษัทมีโครงการมิกซ์ยูสระดับพรีเมียมรวม 7 โครงการ คิดเป็นพื้นที่กว่า 1.8 ล้านตารางเมตร ซึ่งนับเป็นพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่อีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท

บริษัทเชื่อว่าการวางกลยุทธ์ผ่าน Multi-Asset Class Portfolio ประกอบกับการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงของตลาด และรักษาความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน