ภาคอุตสาหกรรมเหล็กหนุน รมว.อุตสาหกรรม กางโรดแมป 3 ปี โละเตาหลอม IF ล้าหลัง ดันเทคโนโลยี EAF ยกระดับความปลอดภัยสาธารณะและธรรมาภิบาลไทยสู่สากล
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เปิดเผยว่า สมาคมแถลงจุดยืนสนับสนุนนโยบายเชิงรุกของ รมว.อุตสาหกรรม ในการเตรียมพิจารณายกเลิกการใช้เตาหลอมกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (IF) ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เทคโนโลยีเตาอาร์กไฟฟ้า (EAF) และเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace: LF) ที่ได้มาตรฐานสากลภายใน 3 ปี นับเป็นการจุดกระแสความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ในสังคม
“ถือเป็นความกล้าหาญทางนโยบาย เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเตา IF ที่อยู่ในมาตรฐาน มอก. ได้สร้างความสุ่มเสี่ยงในภาคการก่อสร้างมาโดยตลอด แต่รัฐมนตรีกล้าทลายแรงกดดัน โดยเลือกเอาความปลอดภัยในชีวิตประชาชนและผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศเป็นศูนย์กลาง พร้อมปฏิรูปโครงสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ทลายความเหลื่อมล้ำ และสถาปนาธรรมาภิบาลในระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านโลหะวิทยาและสิ่งแวดล้อม พบว่าเทคโนโลยี EAF สามารถอุดรอยรั่วความเสี่ยงของเทคโนโลยีล้าหลังได้อย่างเบ็ดเสร็จใน 4 มิติหลัก ดังนี้
เนื้อเหล็กบริสุทธิ์สูง : ระบบเตา EAF ร่วมกับเตา LF มีกระบวนการทางเคมีเป่าออกซิเจนดึงสิ่งมลทินกักตะกรัน และกวนน้ำเหล็กด้วยก๊าซอาร์กอน ทำให้ส่วนผสมทางเคมีสม่ำเสมอ ลดสารฝังในที่ไม่ใช่โลหะได้เด็ดขาด
แก้โจทย์เศษเหล็กชุมชนปนเปื้อน : บริบทของไทยต้องรีไซเคิลเศษเหล็กชุมชนที่มีการปนเปื้อนสูง (เช่น เศษตัวถังรถ สังกะสี ตะปู) ซึ่งเตา IF ทำได้เพียง “หลอมให้ละลาย” แต่ไม่มีกลไกเคมีในการขจัดสารอันตรายอย่างกำมะถัน ฟอสฟอรัส หรือโบรอนออกไป ทำให้กลายเป็นเหล็กด้อยคุณภาพ
โครงสร้างปลอดภัย ไม่เปราะหัก: สารตกค้างจากเตา IF จะทำให้เหล็กเกิดสภาวะเปราะหักง่าย และเสี่ยงต่อการพังทลายเมื่อโครงสร้างอาคารต้องรับน้ำหนักสะสม การเปลี่ยนมาใช้ EAF จึงเป็นการป้องกันอุบัติภัยตึกถล่มอย่างแท้จริง
โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ 100% : โรงงาน EAF มีการลงทุนติดตั้งระบบดูดฝุ่นครบวงจร จัดการฝุ่นแดง ในระบบปิดและส่งกำจัดผ่านระบบ e-Manifest ถูกต้อง ใช้บุคลากรที่ผ่านการอบรมเข้มงวดสอดคล้องตามกฎหมายแรงงาน จัดซื้อเศษเหล็กผ่านซัพพลายเชนที่นำส่งภาษี (แวต) โปร่งใส และรายงานข้อมูลการผลิตตามเวลาจริงเพื่อให้ภาครัฐตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากลและมีหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับชัดเจน เช่น โมเดลประเทศจีน ที่สั่งกวาดล้างและปิดโรงงานเตา IF ที่ผลิตเหล็กเส้นสำเร็จ 100% ตั้งแต่ปี 2560
ด้านผลวิจัยระดับภูมิภาคอาเซียน ปี 2568 โดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAISI) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งมาเลเซีย ชี้ชัดว่า เหล็กเส้นจากเตา IF มีอัตราแตกหักจากการทดสอบแรงกระแทกสูงถึง 67% และเคมีไม่ผ่านเกณฑ์ 12.5%
ขณะที่เหล็กจากระบบ EAF ผ่านเกณฑ์สมบูรณ์ 100% ส่วนในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่มีการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กสำหรับงานโครงสร้างหลักเนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงด้านวิศวกรรมความปลอดภัย
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนแนวทางการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมให้บรรลุเป้าหมายภายใน 3 ปีอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอมาตรการเฉพาะหน้าในการแก้ไขกฎระเบียบ มอก. ดังนี้
แก้ไข มอก. 20-2559 (เหล็กเส้นกลม) : จำกัดให้เตา IF ผลิตได้เฉพาะชั้นคุณภาพ SR24 ขนาดไม่เกิน 15 มม. และอนุญาตให้ใช้เฉพาะอาคารประเภท Low Rise (เช่น บ้านชั้นเดียว) เท่านั้น
แก้ไข มอก. 24-2559 (เหล็กเส้นข้ออ้อย) : บังคับใช้กระบวนการผลิตจากเตา EAF หรือ BOF เท่านั้น เนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักและสาธารณูปโภคสำคัญของประเทศ
กำหนดข้อบังคับเครื่องจักร : กำหนดให้สายการผลิตเหล็กเส้นทุกชนิด ต้องติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace: LF) เป็นเครื่องจักรภาคบังคับ
“การเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านในวันนี้ อาจมีแรงต้านและอุปสรรค แต่การปล่อยให้เทคโนโลยีล้าหลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน คือความเสี่ยงที่ประเทศรับไม่ได้”
การเดินหน้าปฏิรูปในครั้งนี้ คือ การยกระดับและคัดกรองอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เหลือเพียงผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมตามแนวทาง ESG โดยภาครัฐสามารถนำเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry ระดับ 3 ขึ้นไป) มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงบวกในการจูงใจ