สนพ. เผย 3 เดือนแรกปี 2569 การใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 2.1% ขยายตัวตามเศรษฐกิจไตรมาสแรก
ปล่อย CO2 ลดลง 0.3% ด้านยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าพุ่ง 68%

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,080 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 2.1

โดยเป็นผลมาจากการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้น การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.1 จากทั้งไฟฟ้านำเข้าและไฟฟ้าพลังน้ำที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 7.4 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0 จากการผลิตที่ลดลง

ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 เร่งขึ้นจากร้อยละ 2.5 ในไตรมาส 4/2568

เนื่องจากการขยายตัวของภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตและกลุ่มบริการ โดยการส่งออกสินค้าขยายตัวร้อยละ 9.8 และการส่งออกมูลค่าที่แท้จริงขยายตัวร้อยละ 15.5 ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว 3 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 9.32 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 9.55 ล้านคน

@สถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิง

นายวัฒนพงษ์ กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ว่า การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 153.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 โดยเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเตา เคโรซีน น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ขณะที่การใช้ LPG ในกลุ่มน้ำมันสำเร็จรูปทรงตัว ด้านการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 185.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2

การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 5.0 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.7 ส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 20.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 15.7

โดยจำแนกออกเป็นการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน อยู่ที่ระดับ 33.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 74.2 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความไม่แน่นอนจากผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ระดับ 20.3 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากปริมาณการสัญจรทางอากาศทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 18.0 พันตันต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2

การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,754 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 61 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.4 จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น ร

ส่วนการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ระดับ 2,740 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 19.0 จากการใช้ที่ลดลงของโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP ลดลงร้อยละ 7.4% ขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 ส่วนการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 56.0 โดยเป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทั้งหมด

@สถานการณ์การใช้ไฟฟ้า

นายวัฒนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการใช้ไฟฟ้า 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 51,127 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 โดยการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้ร้อยละ 42.3 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 ส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 และการใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในกลุ่มอื่นๆ ลดลงร้อยละ 2.2

ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้า เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 20.41 น. อยู่ที่ระดับ 34,881 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า อยู่ที่ 55,938 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ตามปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

@การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานรายสาขาเศรษฐกิจ ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 59.5 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคการผลิตไฟฟ้ามีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 19.3 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ลดลงร้อยละ 8.7

รองลงมาคือภาคการขนส่ง มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 21.8 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.7 ภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 14.9 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 และภาคอื่น ๆ มีการปล่อย CO2 อยู่ที่ 3.5 ล้านตัน CO2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า อีกทั้งยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมี.ค.2569 อยู่ที่ 435,013 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคขนส่งที่ยังคงขยายตัว แม้ว่าการใช้เชื้อเพลิงหลักในภาคขนส่งยังเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทาง

“ตัวเลขการใช้พลังงานในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรม การส่งออก ภาคบริการ และการเดินทางทางอากาศ ส่งผลให้การใช้น้ำมันสำเร็จรูป ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การปล่อย CO₂ โดยรวมยังลดลงเล็กน้อยจากการลดลงในภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามควบคู่กับทิศทางเศรษฐกิจ ราคาพลังงานโลก และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศในระยะต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน