SC ส่งสัญญาณเชื่อมั่นตลาดบ้านลักชัวรี แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและซัพพลายสะสมสูง เตรียมปรับเพิ่มเป้ารายได้และยอดขายปี 2569 หลังผลงานครึ่งปีแรกดีกว่าคาด พร้อมเดินหน้าซื้อแลนด์แบงก์เพิ่มเป็น 15 แปลง เปิดเกมรุกครึ่งปีหลังด้วย 4 โครงการใหม่ รีลอนช์ 16 โครงการ

นายมงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบ และการตลาด บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้และยอดขายธุรกิจแนวราบในปี 2569 จาก 16,000 ล้านบาท เป็นประมาณ 16,500 ล้านบาท หลังครึ่งปีแรกตลาดบ้านระดับลักชัวรี ยังสามารถเติบโตได้ดีกว่าแผนที่วางไว้

นายมงกุฎกล่าวว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมจะเผชิญแรงกดดันจากความต้องการที่ลดลง แต่บริษัทมองว่าตลาดบ้านระดับบนยังคงมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดแมส ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ SC ในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และถือว่าดีกว่าที่บริษัทประเมินไว้

“ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่แข็งแกร่งของ SC แม้จะเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ธุรกิจของเรายังคงเติบโตได้ และมีแนวโน้มดีกว่าที่คาดไว้”

สำหรับตลาดบ้านระดับลักชัวรี ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท SC ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มบ้านราคา 30 ล้านบาทขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 บริษัทมีส่วนแบ่งตลาด อยู่ที่ 21% เพิ่มขึ้นเป็น 23% ในปี 2567 และคาดว่าปีนี้จะเติบโตต่อเนื่อง จากความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการระดับ Luxury และ Ultra Luxury ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

บริษัทตั้งเป้ารักษาความเป็นผู้นำตลาดบ้านระดับ 20-30 ล้านบาทขึ้นไปในช่วง 5 ปีข้างหน้า พร้อมรักษาการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดในระดับ 3-5% ต่อปี โดยเชื่อว่าตลาดบ้านระดับบนยังมีศักยภาพเติบโต แม้ว่าขนาดตลาดโดยรวมจะเล็กลงจากภาวะเศรษฐกิจก็ตาม

นายมงกุฎกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SC ยังคงเดินหน้าลงทุนสวนกระแสตลาด คือการมองเห็นโอกาสจากการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายเริ่มชะลอการซื้อที่ดิน หลังอุปทานสะสมในตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันซื้อที่ดินลดลง และเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเข้าซื้อที่ดินคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม

ปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนซื้อที่ดินประมาณ 6,000 ล้านบาท โดย 4,000 ล้านบาท เป็นงบสำหรับซื้อที่ดินรองรับโครงการแนวราบ ซึ่งล่าสุดใช้งบไปแล้วกว่า 50% ซื้อที่ดินไปแล้ว 15 แปลง สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 10 แปลง เนื่องจากมีโอกาสได้แปลงที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านราคา ขนาด และทำเล โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ที่สามารถรองรับการพัฒนาโครงการบ้านระดับลักชัวรีในอนาคต

“หลายบริษัทชะลอการซื้อที่ดิน แต่เรามองว่านี่คือจังหวะสะสมแลนด์แบงก์ เพราะมีที่ดินดีออกสู่ตลาดมากขึ้น เมื่อซัพพลายในตลาดค่อย ๆ ลดลง เชื่อว่าตลาดจะกลับมาฟื้นตัว และที่ดินที่ซื้อไว้ในช่วงนี้จะสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว”

สำหรับทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่จำนวน 4 โครงการ และรีลอนช์โครงการเดิมอีก 16 โครงการ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่เป็นการออกแบบบ้านใหม่ทั้งด้านสถาปัตยกรรม ฟังก์ชัน และการใช้พื้นที่ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้ายุคใหม่

นายมงกุฎกล่าวว่า การรีลอนช์ครั้งนี้เกิดจากการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่ตลาดชะลอตัว โดยพบว่าความต้องการของลูกค้าไม่ได้ลดลง แต่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคต้องการบ้านที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งครอบครัวขนาดเล็ก ครอบครัวขยาย การเลี้ยงสัตว์ การทำงานจากบ้าน รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงวัยของสมาชิกในครอบครัว

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดในการออกแบบบ้านซีรีส์ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น การจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ทำงานภายในบ้าน ตลอดจนการออกแบบห้องนอนให้มีขนาดใกล้เคียงกัน เพื่อลดข้อจำกัดของการใช้งาน และรองรับการอยู่อาศัยของครอบครัวหลายเจเนอเรชันได้ดียิ่งขึ้น

ควบคู่กันนั้น บริษัทได้เดินหน้ากลยุทธ์ขยายฐานลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูง (Wealth) ผ่านความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เพื่อเชื่อมโยงฐานลูกค้าระหว่างกัน โดยลูกค้าที่ซื้อบ้านสามารถรับสิทธิประโยชน์หลากหลาย ทั้งคะแนนสะสมบัตรเครดิตสูงสุด 7 เท่า การยกระดับสู่ SCB First สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป และ SCB Private Banking สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างนำร่องมอบหน่วยลงทุนเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่ซื้อบ้านระดับ 20 ล้านบาทขึ้นไปในบางโครงการ โดยมองว่าการซื้อบ้านเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ (Asset Class) เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าในระยะยาว และสอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งที่ให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตการลงทุนควบคู่กับการถือครองอสังหาริมทรัพย์

นายมงกุฎกล่าวว่า กลยุทธ์ทั้งหมดในช่วงครึ่งปีหลังสะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทที่มีต่อตลาดบ้านระดับบน แม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมจะยังเผชิญความท้าทาย แต่ SC ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ ลงทุนซื้อที่ดิน และสร้างนวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดระยะยาว

เพื่อสะท้อนทิศทางดังกล่าว ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับอัลตร้าลักชัวรีภายใต้แบรนด์ “บูเลอวาร์ด” โครงการแรกของปีนี้ มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท ชูแนวคิดการออกแบบ Cape Dutch Revival บนพื้นที่กว่า 38 ไร่ ทำเลต้น ถ.ราชพฤกษ์-พรานนก เป็นคฤหาสน์ 2 ชั้น ขนาดพื้นที่ใช้สอย 575-825 ตร.ม. จำนวน 51 ยูนิต

โดยจะเป็นโครงการแรกของ SC ที่นำมาตรฐาน SC Green Mark มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตควบคู่กับความยั่งยืน โดยเตรียมเปิดขายอย่างเป็นทางการวันที่ 4-5 ก.ค.นี้ ราคาเริ่มต้น 50 ล้านบาท พร้อมโปรโมชั่นส่วนลด 4 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าอัลตร้าลักชัวรี่บนทำเลศักยภาพฝั่งตะวันตกที่กำลังเติบโต

“ปัจจุบัน SC มีโครงการแนวราบในโซนฝั่งตะวันตกรวม 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 34,000 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่าทำเลราชพฤกษ์-พรานนกมีศักยภาพสูง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมือง และการเติบโตของชุมชนระดับบน จึงเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการต่อยอดความเป็นผู้นำตลาดบ้านลักชัวรี และรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มกำลังซื้อสูงในอนาคต”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน