GPSC เปิดเกมรุกธุรกิจบริหารพอร์ตแผน PDP เสริมความมั่นคงพลังงาน
มั่นใจศักยภาพบริหารโรงไฟฟ้าทุกประเภท เชื้อเพลิง ต้นทุนแข่งขันได้ รองรับ Data Center

นายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า ปีนี้กระทรวงพลังงานเตรียมเดินหน้าประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (Power Development Plan: PDP) ครอบคลุมระยะเวลาปี 2569-2593

โดยแผนดังกล่าว มีผลต่อการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ที่นำไปสู่การขับเคลื่อนแผนการรองรับการเติบโตเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานโลก ซึ่งเราได้ประเมินทิศทางและวางกลยุทธ์ เพื่อการกำหนดทิศทางการลงทุนของบริษัทในอนาคต เพื่อมีส่วนสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน

“ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่ม Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การออกมาตรการสนับสนุนให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้า ในรูปแบบ Direct PPA ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)“

นายศิริเมธ กล่าวว่าดังนั้น ด้วยทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ คาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทย อาจเพิ่มจากระดับราว 30,000-33,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน เป็นประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2593 ทำให้แผน PDP ใหม่ต้องออกแบบให้สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 ด้าน ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โครงสร้างราคาที่เหมาะสม และต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านไทย ยังจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่สามารถผลิตและตอบสนองความต้องการใช้ได้อย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลาของวัน

ทั้งนี้ ในแผน PDP ใหม่จะมีการบรรจุแผนการพัฒนาโรงไฟฟ้า Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาเป็นหน่วยผลิตไฟฟ้าเสริมความมั่นคงที่สำคัญ เพื่อปิดช่องว่างของพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ที่มีความไม่แน่นอนของระบบการผลิต
“แผนเดิมวางแผนการพัฒนากำลังการผลิตไฟจาก SMR ไว้ที่ ประมาณ 600 เมกะวัตต์ และอยู่ในช่วงปลายแผน ในแผนใหม่นี้เตรียมบรรจุโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์เพื่อใช้เป็นไฟฟ้าฐาน (Base Load) ป้อนพลังงานสะอาด ที่จะเข้ามาเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำ ที่สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงในระยะยาว “

ทั้งนี้ ด้วยเทคโนโลยีมีศักยภาพ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน การแข่งขันด้านต้นทุน และมีส่วนผลักดันให้ไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเทคโนโลยียังอยู่ในระยะเริ่มต้น และต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแลบุคลากร และการยอมรับของภาคสังคม

นายศิริเมธ กล่าวว่า คาดว่าการพัฒนาโครงการ SMR หน่วยผลิตแรกในไทยอาจเกิดขึ้นหลังปี 2579 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการพิสูจน์เทคโนโลยี แม้ต้นทุนก่อสร้างในระยะแรก ยังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 6-8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ หรือโครงการขนาด 100 เมกะวัตต์ อาจต้องใช้เงินลงทุนราว 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ทั้งนี้ คาดว่าในอนาคต ต้นทุนของการพัฒนาจะลดลงกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ ในระยะแรกของการพัฒนาโครงการ หน่วยงานรัฐ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะเป็นผู้ดำเนินพัฒนาโครงการนำร่อง ซึ่งบริษัทได้เตรียมความพร้อมในการศึกษาเทคโนโลยี SMR พร้อมร่วมมือกับพันธมิตร Seaborg Technologies จากเดนมาร์ก เพื่อศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์รุ่นใหม่ที่ใช้สารหล่อเย็นแบบ Molten Salt ซึ่งมีจุดเดือดสูงและช่วยลดแรงดันภายในระบบ

ขณะที่การออกแบบเน้นหลัก Inherent Safety หรือระบบความปลอดภัยที่สามารถหยุดทำงานได้เอง เมื่อเกิดความผิดปกติ ลดการพึ่งพาระบบภายนอก และยังมีการศึกษารูปแบบการพัฒนา SMR ในเทคโนโลยีอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังได้ปรับกลยุทธ์บริหารพอร์ตธุรกิจ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลต่อราคาต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG โดยการเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าเดิม และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ตั้งเป้าในพอร์ตกำลังการผลิตติดตั้งเป็น 60–70% ภายในปี 2573 โดยมีการเติบโตของโครงการต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ขณะที่ SMR แม้จัดเป็นพลังงานสะอาดจากการไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต แต่ยังไม่ได้นับรวมเป็นเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนของบริษัท ในปัจจุบัน

สำหรับโอกาสภายในประเทศ การเปิดให้ใช้ระบบสายส่งแก่บุคคลที่สาม หรือ Third-Party Access จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจพลังงาน โดยเฉพาะการให้บริการลูกค้า Data Center ซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าสะอาดและมีเสถียรภาพสูงจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ที่ทยอยเข้ามาลงทุนในไทย

บริษัทเห็นว่าไทยยังมีศักยภาพแข่งขันด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ขณะที่นโยบายกำหนดค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ที่อ้างอิงต้นทุน LNG จะช่วยสร้างความชัดเจนในการตัดสินใจลงทุน และลดภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยบริษัทมีความพร้อมจากฐานโรงไฟฟ้าเดิมและที่ดินในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Data Center ได้

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาทางเลือกการบริหารสินทรัพย์เดิม ทั้งการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า และการต่อยอดโรงไฟฟ้าที่ใกล้หมดอายุสัญญาเพื่อรองรับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น Data Center รวมถึงการเจรจานำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดที่มีราคาคงที่ และสนับสนุนบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน