วีระศักดิ์ ชงตั้งสำนักงานเศรษฐกิจท่องเที่ยว ใช้ Big Data วางนโยบาย
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยในโอกาสบรรยายพิเศษหัวข้อ “อนาคตท่องเที่ยวไทยกับการแข่งขันบนเวทีโลก” ในงานประชุมประจำเดือนมิถุนายน ของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยต้องผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในรอบกว่า 20 ปี จากนโยบายแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนำงานด้านท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และแยกกีฬาเป็นกระทรวงการกีฬา
โครงสร้างเดิมของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดิมที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2545 นั้นขาดโครงสร้างด้านเศรษฐกิจที่เข้มแข็งทำให้กว่า 20 ปีที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวฯ ถูกมองเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดกิจกรรม หรืออีเวนต์ เช่น เทศกาลสงกรานต์ มากกว่าการกำหนดนโยบายเชิงเศรษฐกิจ ทั้งที่เคยเสนอให้รวมภารกิจด้านท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมไว้ด้วยกันตามโมเดลของเกาหลีใต้ เพื่อใช้ Soft Power เป็นกลไกสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้รับความเห็นพ้องจากทุกฝ่าย
“ญี่ปุ่นนำงานท่องเที่ยวไปอยู่กับกระทรวงคมนาคมและการก่อสร้าง เพื่อเชื่อมโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและรองรับสังคมผู้สูงอายุ ขณะที่จีนกำหนดให้งานท่องเที่ยวอยู่ภายใต้การกำกับของประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี เนื่องจากต้องบูรณาการกับทุกหน่วยงาน ส่วนเกาหลีใต้รวมกระทรวงวัฒนธรรม ท่องเที่ยว และกีฬาไว้ด้วยกัน เพื่อใช้ Soft Power เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศ”
สำหรับประเทศไทยนั้นนายวีระศักดิ์กล่าวว่า ต้องเดินหน้าสู่การเป็นท่องเที่ยวคุณภาพสูง มุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็น Value Tourism โดยมอง “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ในมิติของผู้ที่มีความเต็มใจใช้จ่าย มีระยะเวลาพำนักเหมาะสม และสามารถกระจายรายได้สู่เมืองรอง มากกว่าการพิจารณาจากระดับรายได้เพียงอย่างเดียว เปลี่ยนจากกระทรวงแห่งความฝันสู่การเป็นกระทรวงเชิงยุทธศาสตร์
โดยมีข้อเสนอสำคัญในการผ่าตัดครั้งนี้คือ การจัดตั้ง “สำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” มีฐานะและบทบาทเทียบเท่ากับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Driven) และกำหนดนโยบายเชิงโครงสร้าง แทนการเน้นเพียงการจัดกิจกรรมหรืออีเวนต์ (Event-driven)
“การย้ายงานท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลว่าจะทำให้บทบาทลดลง แต่อยู่ที่ความตั้งใจของระบบรัฐ โดยข้อดีของการไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมคือการทำให้งานด้านโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์ และศาสนสถานต่าง ๆ สามารถพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันได้ดีขึ้น เพราะกระทรวงวัฒนธรรมมีกรรมสิทธิ์และสิทธิในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้โดยตรง” นายวีระศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันของการปรับโครงสร้างกระทรวงนั้นยังต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายอีกหลายขั้นตอน ยังมีเวลาในการปรับปรุงและเสนอแนวคิดเชิงนโยบายเพิ่มเติมได้อีก
นอกจากนี้ ขอเสนอให้แยกนิยาม “การเดินทาง” ออกจาก “การท่องเที่ยว” เพราะผู้เดินทางเข้าไทยจำนวนมากไม่ได้มาเพื่อท่องเที่ยว แต่เดินทางมาเรียน ทำธุรกิจ หรือรักษาพยาบาล ซึ่งควรมีตัวชี้วัดและนโยบายรองรับที่แตกต่างกัน เพื่อขยายการมองเศรษฐกิจท่องเที่ยวไปสู่ Visitor Economy ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าการนับจำนวนนักท่องเที่ยว
นายวีระศักดิ์กล่าวด้วยว่า ยุทธศาสตร์ของการท่องเที่ยวในระยะถัดไปจากนี้จะต้องเน้นที่คุณภาพนักท่องเที่ยว ไม่ได้วัดเพียงแค่จำนวน หรือกระเป๋าหนักหรือเบา แต่ดูที่ความตั้งใจในการใช้จ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์และคุณค่า การกระจายตัวที่มุ่งเน้นการเข้าถึงเมืองรองและแหล่งท่องเที่ยว
โดยเฉพาะเมืองที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก (Hidden Gems) ผ่านโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟทางคู่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่เน้นแนวคิดสะดวก สะอาด ปลอดภัย สำหรับคนทุกสภาพร่างกาย (Universal Design) ตามแบบประเทศท่องเที่ยวสำคัญอย่างญี่ปุ่ญให้ได้
“มีข้อกังวลที่ว่างานท่องเที่ยวอาจถูกลดบทบาทเมื่อย้ายไปอยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม แต่ส่วนตัวเชื่อว่าหากมีการจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่เข้มแข็ง และมีการบริหารจัดการข้อมูลที่ดี ไม่ว่างานท่องเที่ยวจะอยู่ภายใต้ชื่อกระทรวงใดก็จะยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้า และลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่ชื่อกระทรวง แต่คือการมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และใช้ข้อมูลในการกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ไม่ใช่วางยุทธศาสตร์โดยใช้ความรู้สึก” นายวีระศักดิ์กล่าว