บีโอไอ ส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเทคโนโลยี หนุนลงทุนล่าสุดทะลุ 137,000 ล้านบาท วางรากฐานไทยฐานการผลิตและส่งออกภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain”

โดยงาน iEVTech เป็นเวทีประชุมอุตสาหกรรม EV ระดับนานาชาติ มีองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100, สมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง ตลอดจนบริษัทชั้นนำในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศต่างๆ

สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ที่เชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน

นายนฤตม์ กล่าวว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสำเร็จของประเทศไทยในการสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) มาจนถึงยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “ยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ”

โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ (xEV) ไม่ว่าจะเป็นไมลด์ไฮบริด (MHEV), ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีอื่น ในอนาคต

โดยที่ผ่านมาได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายลงทุนและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย

พร้อมกันนี้ ยังมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์ทดสอบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

จากแนวทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่า 44% ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียง 3% เมื่อ 5 ปีที่แล้ว

โดยรถยนต์ HEV มีสัดส่วนสูงที่สุด 21.8% ตามมาด้วยรถยนต์ BEV 19.6% และ PHEV 2.9% แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยไฮบริด (HEV) จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพ.ค.2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่

ทั้งนี้ แยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ)

กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร

ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถ BEV ในประเทศไทยแล้ว โดยเริ่มจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส

ล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ได้นำไปสู่การลงทุน การผลิต และการจ้างงานจริงในประเทศ รวมกันกว่า 16,000 คน ตอกย้ำศักยภาพไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

นอกจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศต่อเเนื่อง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท

การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ

พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่างๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกัน ยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน