สรท. ยืนเป้าส่งออกปีนี้ โต 8-10% แม้ครึ่งปีหลังยังเผชิญความไม่แน่นอน ชี้ได้แรงหนุนจาก AI และ Data Center เสนอรัฐบาลเร่งลดต้นทุนพลังงาน ผลักดัน Local Content

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ยังคงประมาณการการส่งออกไทยปี 2569 ขยายตัว 8-10% แม้ครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่จากข้อมูลล่าสุดยังเห็นสัญญาณว่าการส่งออกไทยมีแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่ง ทำให้ยังเชื่อว่าจะสามารถรักษาการเติบโตได้ตามกรอบที่ประเมินไว้

หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยลดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก คือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย หลังมีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานลดลง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดจากประมาณ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนการหยุดยิง เหลือประมาณ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงเดือนมิ.ย. ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิด เริ่มปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงเกิดความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาพลังงานจะเริ่มผ่อนคลาย แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย รวมถึงปริมาณน้ำมันสำรองของกลุ่ม OECD ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ราคาพลังงานอาจไม่ลดลงมากกว่าระดับปัจจุบัน ดังนั้นประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน และทบทวนข้อจำกัดด้านกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำมันของประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของภาคธุรกิจ

นายธนากร กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งปัจจัยบวกสำคัญของเศรษฐกิจไทย คือกระแสการลงทุนด้าน Artificial Intelligence (AI) และ Data Center ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ช่วยสนับสนุนทั้งการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทย สะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังไม่กระจายตัวทั่วถึง โดยเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในลักษณะ K-Shaped Economy กล่าวคือ ภาคส่งออก และอุตสาหกรรมใหม่เติบโตได้ดี แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานจำนวนมาก ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวดังกล่าว ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของหลายอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังอยู่ในระดับต่ำ

“โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการดึง FDI เข้ามา แต่ต้องทำอย่างไรให้เม็ดเงินลงทุนเหล่านั้น สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และยกระดับผลิตภาพแรงงานได้จริง” นายธนากร กล่าว

สรท.จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันนโยบาย Thailand Local Content และการเพิ่มสัดส่วน Regional Value Content (RVC) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น ลดการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐใช้มาตรการทางการค้าอย่างเหมาะสม ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องการนำเข้า (Safeguard) รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสินค้า เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศจากสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนในช่วงครึ่งปีหลัง นายธนากรเห็นว่า ภาครัฐควรรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมเร่งลดต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้า ซึ่งยังเป็นภาระสำคัญของภาคการผลิต และควรเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

ในด้านอุตสาหกรรมรายสาขา นายธนากรระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องปรับอากาศ หลังยุโรปและสหรัฐเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการไทยยังต้องแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า จึงจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

ส่วนต้นทุนวัตถุดิบหลายรายการเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่อนคลาย โดยราคาปุ๋ย พลาสติก และเหล็กทยอยปรับลดลง ขณะที่อลูมิเนียมยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากข้อจำกัดด้านอุปทาน ซึ่งภาคเอกชนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายธนากรกล่าวอีกว่า กกร.เตรียมทำงานร่วมกับภาครัฐผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 เสาหลัก สอดคล้องกับข้อเสนอของธนาคารโลก (World Bank) และเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงในระยะ 12 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ กกร.จะร่วมกับ World Bank ภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงาน Affiliated Program IMF-World Bank Annual Meeting 2026 ก่อนการประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก และนำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่หากประเทศไทยสามารถลดต้นทุนภาคธุรกิจ ใช้ประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI และ Data Center เชื่อมโยง FDI เข้ากับผู้ประกอบการไทย และเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างจริงจัง ก็จะช่วยให้ภาคส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ต่อเนื่องในปี 2569 และระยะต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน