SCB WEALTH เดินหน้ากลยุทธ์ Go Global ขยายโอกาสให้ลูกค้า ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ แบบ Offshore ประเดิม 2 กลุ่ม กองทุนรวมต่างประเทศ – หุ้นกู้อนุพันธ์แฝง

นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB WEALTH เดินหน้าขยายโอกาสการลงทุนระดับโลกให้แก่ลูกค้า WEALTH อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กลยุทธ์ “Go Global” ที่มุ่งเชื่อมโยงลูกค้าสู่โอกาสการลงทุนทั่วโลก ลูกค้าสามารถลงทุนสินทรัพย์ในต่างประเทศ แบบ Offshore ได้สะดวกยิ่งขึ้นผ่านการดูแลอย่างใกล้ชิด จากที่ปรึกษาการเงินการลงทุน ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพด้านการให้บริการผลิตภัณฑ์ Offshore ตามมาตรฐานที่ธนาคารกำหนด และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ Offshore ผ่าน InnovestX ได้อย่างครบวงจร

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของ SCB WEALTH ในการยกระดับประสบการณ์การลงทุนระดับสากล ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารพอร์ตการลงทุน ได้ใกล้เคียงกับโครงสร้างสินทรัพย์โลกมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการกระจายการลงทุนตามภูมิศาสตร์ การบริหารความเสี่ยงด้านสกุลเงิน และการเข้าถึงธีมการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจโลก

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนในหลายมิติ ตั้งแต่ผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ไปจนถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีความผันผวนสูง จากความท้าทายของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ในการดำเนินนโยบายการเงิน

ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อควบคู่กับการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันหลายประเทศยังเผชิญภาระหนี้ภาครัฐในระดับสูง ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนมีความซับซ้อนมากขึ้น นักลงทุนจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและวางกลยุทธ์บริหารพอร์ตอย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ และประเทศที่ได้รับอานิสงส์จาก เทคโนโลยี และ AI ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศ นักลงทุนกลุ่ม WEALTH จึงสามารถใช้จังหวะนี้ นำกลยุทธ์การลงทุนแบบ Offshore มาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารพอร์ต เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศด้วยสกุลเงินต่างประเทศ พร้อมเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินทรัพย์ ที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผลิตภัณฑ์ลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ แบบ Offshore ที่ SCB WEALTH ให้บริการในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) การลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศ ที่จัดตั้งโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) ระดับโลก (Offshore Fund) ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า WEALTH เข้าถึงการลงทุนในกองทุนชั้นนำ ระดับโลกครอบคลุมหลากหลายสินทรัพย์และกลยุทธ์ลงทุนด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

และ 2) หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ Offshore Structured Note ซึ่งเป็นเครื่องมือการลงทุนที่ออกแบบโครงสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับมุมมองตลาด และระดับความเสี่ยงที่ลูกค้ายอมรับได้มีผู้ออกตราสารเป็นสถาบันการเงินต่างประเทศ และเสนอขายผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร และ InnovestX

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการ ได้แก่ Callable Inverse Floater หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ที่ให้ผลตอบแทนสวนทางดอกเบี้ย Fixed Coupon Note (FCN) หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงที่จ่ายผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย และอ้างอิงหลักทรัพย์ต่างๆ Knock-in Knock-Out (KIKO) หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง ที่มีการจ่ายคืนเงินต้น และผลตอบแทนอ้างอิงกับสินทรัพย์อ้างอิงกับราคาหุ้น รวมถึง Shark Fin Note (SFN) หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงประเภทคุ้มครองเงินต้น หากถือจนครบสัญญา

ลูกค้า WEALTH สามารถพิจารณาวางโครงสร้างพอร์ตการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1)พอร์ตลงทุนในประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น และสามารถนำสกุลเงินบาทมาต่อยอดความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และ 2) พอร์ตลงทุนต่างประเทศ ที่ลงทุนด้วยสกุลเงินต่างประเทศ เพื่อสร้างรากฐานความมั่งคั่งในระยะยาว ผ่านการกระจายความเสี่ยง ลดการกระจุกตัวของการลงทุนในสกุลเงินเดียว และการเพิ่มศักยภาพการเติบโตของพอร์ตการลงทุน โดยลูกค้า WEALTH ที่สนใจสามารถติดต่อ RM ผู้ดูแล เพื่อรับคำแนะนำในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

“การจัดพอร์ตการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งสินทรัพย์ในประเทศและต่างประเทศ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารความมั่งคั่งได้สอดคล้องกับโครงสร้างของสินทรัพย์โลกมากยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับพอร์ตการลงทุนให้มีทั้งความสมดุลและความยืดหยุ่นในการรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดแรงเสียดทานจากต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง” นายศรชัย กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน