“วราวุธ” เปิดหลักสูตร DIPROM Community SkillUp อัพสกิลผู้ประการรุ่นใหม่ ดันรายได้เพิ่ม ปั๊มมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 18 ล้านบาทต่อปี
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโครงการ “DIPROM Community SkillUp : เพิ่มพลังทักษะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน” ประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งจัดขึ้นที่จ.สุพรรณบุรี
รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า โครงการนี้จะเน้นพัฒนาทักษะอาชีพผ่าน 3 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ การผลิตยาดมและสเปรย์สมุนไพรไล่ยุง การผลิตลูกประคบสมุนไพรผ้าลายไทย และลูกประคบธัญพืชไฮเทค ซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรและภูมิปัญญาของชุมชนอย่างยั่งยืน
ผลลัพธ์สำคัญที่คาดหวังจากโครงการนี้ คือการสร้างผู้ประกอบการฐานรากให้เกิดขึ้นในชุมชนมากขึ้น โดยประชาชนที่เข้ารับการอบรมจะได้รับทั้งองค์ความรู้และทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้เสริม หรือพัฒนาเป็นธุรกิจขนาดเล็กของตนเองได้ ช่วยขยายฐานผู้ประกอบการของประเทศ เพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในวงกว้าง
นอกจากนี้ การนำผลผลิตทางการเกษตรและสมุนไพรในท้องถิ่นมาแปรรูปยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชน จากเดิมที่จำหน่ายในรูปแบบวัตถุดิบขั้นต้นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลากหลายมากขึ้น เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้แปรรูป ไปจนถึงผู้จำหน่าย ช่วยให้รายได้หมุนเวียนอยู่ภายในพื้นที่และกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่คนในชุมชนอย่างทั่วถึง
ที่สำคัญ ผลิตภัณฑ์จากการฝึกอบรมยังสามารถเชื่อมโยงสู่ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง อาทิ เครือข่ายการแพทย์แผนไทย ร้านนวดแผนไทย สถานประกอบการสปา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม รวมถึงร้านของฝากและสินค้าชุมชน ซึ่งจะช่วยขยายช่องทางการตลาดและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผ่านการอบรม
ด้านนางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม DIPROM กล่าวว่า สำหรับผู้ผ่านการฝึกทักษะจากโครงการจำนวน 150 คน จะสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือ 120,000 บาทต่อคนต่อปี ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่น้อยกว่า 18 ล้านบาทต่อปี
สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาทักษะอาชีพควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น สามารถยกระดับจากเศรษฐกิจครัวเรือนไปสู่การสร้างผู้ประกอบการฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชน และขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่สำคัญยังยังทำให้เกิดการสร้างงานและสร้างอาชีพให้กับประชาชนในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แม่บ้าน เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการจ้างงานในระบบ การมีทักษะอาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยให้คนในชุมชนมีทางเลือกในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ลดปัญหาการว่างงาน และลดการย้ายถิ่นฐานเพื่อหางานทำในเมืองใหญ่ ส่งผลดีต่อความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวและชุมชนในระยะยาว