“เอกนิติ” เปิดเพจเฟซบุ๊กเป็นทางการ เผยตั้งใจสื่อสารแนวคิด-นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ลดความเปราะบางเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคงด้วยการลงทุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมานายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการในชื่อ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และได้แชร์เพจเฟซบุ๊กดังกล่าว ไปที่เฟซบุ๊กส่วนตัว โดยนายเอกนิติระบุว่าได้เปิด page ทางการสำหรับสื่อสารเรื่องแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในฐานะรองนายกฯ และรมว. คลังตามเพื่อสร้างความเข้าใจมากขึ้นต่อสาธารณะ ฝากทุกท่านติดตามด้วยครับ ขอบคุณครับ
ทั้งนี้ในเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของนายเอกนิติได้โพสต์ข้อความแรกว่าสวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิด post แรกแบบภาพรวม
นายเอกนิติ ระบุถึงการเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วงต้นเดือนเม.ย.2569 พร้อมกับวิกฤตราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันขาดและแพง วิกฤติต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤตเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤต
ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก
ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต
โดยใช้หลักการทีเรียกว่า 5 T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส (Transition Now) รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาว (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง
Stabilizing Today: ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก
จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าจนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤติพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ
โดยรัฐบาลสามารถประคองให้ไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. การตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาน้ำมันทำให้ไม่กระทบฐานะการคลัง (ซึ่งมีสถานะตึงตัวอย่างมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในช่วงอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา)
จนลามไปเกิดวิกฤตการคลังเหมือนกรณีตัวอย่างประเทศในอาเซียนที่ต่างชาติไม่เชื่อมั่นในฐานะการคลังและแห่ถอนเงินออกจากประเทศนั้น (เลยกลายเป็นอานิสงค์ส่วนหนึ่งที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทำใหั set index โตขึ้นมาเฉียด 1600 จุดในนปัจจุบัน)
พร้อมกันนั้นได้ออกมาตราเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภาคขนส่งและภาคเกษตรเมื่อวันที่ 11 เม.ย. เพื่อชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอื่นๆ มากเกินไป นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤติปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา
Transition Now: เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวันนี้เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว
อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง หลายท่านอาจจะมีแนวคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก
ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในระยะสั้น หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลยเราอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤตราคาน้ำมันแพงในเดือนเม.ย-พ.ค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต
การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือ ไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้ง Solar ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนา upgrade สายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ smart grid และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ
เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ เงินกู้ 2 แสนล้านอาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ผมตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรม
Transform for tomorrow: พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน
โดยหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว
การปลดล็อคกฎหมาย ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเปฌนเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง (investment-led growth) โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ค่อย ๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐผ่านงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเท่านั้น เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น Thailand Future Fund และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุน FDI ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไก Thailand FastPass คาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในปี 2569 นี้
แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุน หรือเพิ่มมูลค่า FDI ให้สูงขึ้นเท่านั้น คำถามสำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ของการผลิตสมัยใหมของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของ BOI
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐภาคเอกชน (กรอ.) และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ
รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิด Live ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตาม เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราจะอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว
การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกฯ และรมว คลัง ไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน
ท้ายที่สุด Teamwork เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่สามารถทำทุกอย่างได้คนเดียว แรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่รัฐบาล ข้าราชการประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภาคเอกชน และทีมงานที่เข้มแข็งของรองนายกฯ และรมว. คลัง ขอขอบคุณทุกท่านจากใจ