ตลาดหุ้นไทยเดือนมิ.ย. 2569 ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ทั้งดัชนี สภาพคล่อง และเงินทุนต่างชาติ หลังปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น หนุน SET Index ครึ่งปีแรกบวกกว่า 26% ขณะที่ EPS ตลาดทะลุ 100 บาท ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้ำการเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วเป็นหัวใจสำคัญรักษาความเชื่อมั่น

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือนมิ.ย. 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งผลตอบแทน สภาพคล่อง และแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 1,600 จุด และตั้งแต่ต้นปีให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นประมาณ 26%

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เดือนมิ.ย. ถือเป็นช่วงที่ตลาดทุนไทยกลับมามีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาด SET และ mai อยู่ที่ 74,436 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 87.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 65,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีถึง 6 วันทำการที่มูลค่าการซื้อขายสูงกว่า 100,000 ล้านบาท สะท้อนกิจกรรมลงทุนที่กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ตลาดในเดือนมิถุนายนปรับตัวดีขึ้นทั้งผลตอบแทน สภาพคล่อง และเงินลงทุนจากต่างชาติ โดย SET Index ปรับขึ้นมาใกล้ระดับ 1,600 จุด และตั้งแต่ต้นปีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 26%” นายฉัตรชัยกล่าว

ต่างชาติกลับเข้าซื้อ ดันครึ่งปีแรกแตะ 2.7 หมื่นล้าน

แรงซื้อจากนักลงทุนต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทย โดยในเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาด SET และ mai จำนวน 6,906 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ประมาณ 27,000 ล้านบาท

โครงสร้างการซื้อขายเดือนมิถุนายน พบว่านักลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 53.3% รองลงมาเป็นนักลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.7% นักลงทุนสถาบันในประเทศ 7.4% และบริษัทหลักทรัพย์ 7.7%

นายฉัตรชัยกล่าวว่า การกลับมาของเงินทุนต่างชาติส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง โดยเฉพาะความคืบหน้าด้านข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลง และช่วยลดความกังวลด้านเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามความเปราะบางของข้อตกลงสันติภาพ ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงความผันผวนจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก

เศรษฐกิจไทยฟื้น หนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน EPS ตลาดเกิน 100 บาท

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.3% จากเดิม 2% จากแรงขับเคลื่อนของภาคส่งออก ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ต่ำกว่าคาด และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง บริษัท มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และ เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ ยังคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในระดับมีเสถียรภาพ

นายฉัตรชัยระบุว่า นักวิเคราะห์เริ่มทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนหลายกลุ่มธุรกิจ โดยกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดโดยรวมล่าสุดปรับขึ้นเกินระดับ 100 บาทต่อหุ้นแล้ว

ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจ

ขณะที่นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไปยังมีปัจจัยสนับสนุนจากพื้นฐานเศรษฐกิจและโอกาสในการลงทุน แต่ต้องติดตามปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด

“ต้องจับตาข้อมูลและเหตุการณ์ต่าง ๆ เพราะยังมีโอกาสเกิดความผันผวน แต่หากมองภาพรวมประเทศไทย ทั้งมาตรการของภาครัฐและเสถียรภาพของประเทศ ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังมีมุมมองที่ดี หากการลงทุนภาครัฐและมาตรการต่าง ๆ เห็นผลได้เร็วขึ้น จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้ตลาดทุนไทยต่อเนื่อง”

เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนครึ่งปีแรก ตลาดหุ้นไทยอยู่ในกลุ่มตลาดที่ปรับตัวดีในภูมิภาค โดยให้ผลตอบแทนประมาณ 26% ตามหลังตลาดหุ้นบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และญี่ปุ่นเพียงเล็กน้อย

ด้านระดับมูลค่าหุ้น ณ สิ้นเดือนมิ.ย. Forward P/E ตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 16.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 13.2 เท่า ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ 16.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 17.3 เท่า

จุดเด่นสำคัญของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ซึ่งอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 2.9%

นายอัสสเดชกล่าวว่า ในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกังวลว่ามูลค่าหุ้น (Valuation) กลุ่มเทคโนโลยี ตลาดที่มีมูลค่าเหมาะสมและมีผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงอาจกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น

กลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนจับตา ได้แก่ กลุ่มธนาคาร และธุรกิจพื้นฐานที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง โดยต้องติดตามการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เพื่อประเมินแนวโน้มกำไรในครึ่งปีหลัง

ครึ่งปีหลังจับตาเฟด ภาษีสหรัฐฯ และแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ตลท.มองว่าปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ นโยบายดอกเบี้ยของ Fed ความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI

รวมถึงมาตรการเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น การทยอยสิ้นสุดของมาตรการ “ไทยช่วยไทย” และความชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301

อย่างไรก็ตาม ตลาดประเมินว่าผลกระทบจากมาตรการภาษีอาจไม่แตกต่างจากระดับเดิมมากนัก โดยคาดอัตราภาษีอยู่ในช่วงประมาณ 10-12.5% ขณะที่ช่วงปลายปีอาจได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวและการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ

ตลท.ย้ำข้อมูลถูกต้องคือหัวใจความเชื่อมั่น หลังพบประเด็นรายงานผู้ถือหุ้น

นายอัสสเดชกล่าวถึงประเด็นการรายงานข้อมูลผู้ถือหุ้นที่อาจไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นประเด็นที่ตลาดทุนให้ความสนใจว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้หารือร่วมกับบริษัทจดทะเบียนและสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริง

“นักลงทุนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ขณะนี้สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลในหลายมิติ เพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่มีการรายงานเข้ามาถูกต้องหรือไม่”

นายอัสสเดชระบุว่า บางกรณีพบข้อมูลที่ต้องตรวจสอบ เช่น การรายงานว่าบริษัทมีการออกหุ้นบุริมสิทธิ แต่บริษัทแจ้งว่าไม่เคยออกหุ้นประเภทดังกล่าว จึงต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม

กระบวนการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้นจะดำเนินการผ่านการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น โดยบริษัทจดทะเบียนต้องเป็นผู้ยื่นคำขอ จากนั้นบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) จะประสานข้อมูลกับบริษัทหลักทรัพย์ในระบบตลาดทุน

โดยปกติใช้เวลาประมาณ 5 วันทำการ หากข้อมูลครบถ้วน แต่บางกรณีอาจมีปัจจัยด้านรอบชำระราคา T+2 เข้ามาเกี่ยวข้อง

ชี้ประเด็นข้อมูลผู้ถือหุ้นยังไม่กระทบพื้นฐานบริษัท

นายอัสสเดชกล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่เห็นแรงกังวลของนักลงทุนที่ส่งผลต่อภาพรวมตลาด เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจ ผลประกอบการ และกลยุทธ์ของบริษัทที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ตลท.ได้ปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญตามแบบรายงาน 246-2 ระบบ TSD จะติดตามและปรับปรุงข้อมูลผู้ถือหุ้นโดยอัตโนมัติเมื่อถึงสิ้นเดือน เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น

“เป้าหมายคือทำให้นักลงทุนเห็นข้อมูลการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญเร็วขึ้น ลดช่องว่างระหว่างข้อมูลข่าวสารกับข้อมูลในระบบตลาดทุน”

นายอัสสเดชกล่าวว่า สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยหลักยังคงเป็นผลประกอบการ แนวทางดำเนินธุรกิจ และกลยุทธ์ของบริษัท โดยขณะนี้ยังไม่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

TFEX คึกคัก ปริมาณซื้อขายพุ่ง 44.8%

ด้านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนมิถุนายน 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 630,426 สัญญา เพิ่มขึ้น 44.8% จากเดือนก่อนหน้า จากแรงซื้อขายใน SET50 Index Futures, Single Stock Futures และ Mini Gold Online

ส่งผลให้ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 TFEX มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 552,900 สัญญา เพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการกลับมาของกิจกรรมลงทุนในตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน