AI-ส่งออก-มาตรการรัฐ 3 เครื่องยนต์ดันเศรษฐกิจปี 69 ฟื้นดีกว่าคาด ธปท.ปรับเป้า GDP เพิ่มเป็น 2.3% แต่การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ห่วงเอสเอ็มอี-ครัวเรือนเปราะบาง
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.3% จากเดิม 1.5% และคาดว่าปี 2570 จะขยายตัว 1.8% สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย ทั้งการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานและโครงการกระตุ้นการใช้จ่าย
“เศรษฐกิจไทยมีแรงส่งดีกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางน้อยกว่าที่ประเมินไว้ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดีจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงมาตรการภาครัฐที่เข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”
ทั้งนี้ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะปรับดีขึ้น แต่ลักษณะการฟื้นตัวยังคงมีความไม่เท่าเทียม (Uneven Recovery) โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่า ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมถึงได้รับผลกระทบจากต้นทุนและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ
ขณะที่ภาคธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นยังจำกัดอยู่ในบางกลุ่ม เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI และธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาครัฐโดยตรง
ด้านการส่งออกปี 2569 จะเป็นปีที่เติบโตโดดเด่น โดย ธปท. คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัวถึง 14% ก่อนชะลอลงเหลือ 4.6% ในปี 2570 ปัจจัยหลักมาจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงการขยายฐานการผลิตของภาคเอกชนในประเทศไทย ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวถึง 6% สูงกว่าที่เคยประเมินไว้มาก
นายดอน มองว่าประโยชน์จากการเติบโตของภาคเทคโนโลยียังไม่กระจายตัวมากนัก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีกว่า 85% กระจุกตัวอยู่ในผู้ส่งออกรายใหญ่เพียง 1% ของจำนวนผู้ส่งออกทั้งหมด อีกทั้งการผลิตยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทำให้ผลบวกที่ส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจในวงกว้างลดลงเมื่อเทียบกับอดีต
สำหรับการบริโภคภาคเอกชน แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยพยุงการใช้จ่ายในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะไตรมาส 3 แต่กำลังซื้อของประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่เติบโตช้าลง โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศและปัจจัยภายนอก ส่งผลให้รายได้ที่แท้จริงของครัวเรือนในปีนี้มีแนวโน้มหดตัว 1.7% และการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2570 หลังผลของมาตรการกระตุ้นทยอยหมดลง
ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชั่วคราวในปีนี้ โดยคาดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ 2.8% ก่อนลดลงสู่ 1.4% ในปี 2570 สาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นวงกว้าง หรือภาวะที่ความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดออกจากกรอบเป้าหมาย
“เงินเฟ้อรอบนี้แตกต่างจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์ร้อนแรง เพราะส่วนใหญ่เป็นผลจากต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นชั่วคราว และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ราคาพลังงานก็สามารถปรับลดลงได้ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของ ธปท.”
ส่วนภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับทิศทางค่าเงินในภูมิภาคและยังมีเสถียรภาพ แม้จะอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
สินเชื่อโดยรวมขยายตัวในระดับต่ำ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอียังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินต่อความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและครัวเรือนเปราะบาง
นายดอนกล่าวว่า ภายใต้บริบทดังกล่าว ยังคงเห็นความเหมาะสมของการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Accommodative) เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการติดตามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการประสานนโยบายหลายด้าน ทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว