กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันไม่ปรับลดเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 2569 แม้เผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก พร้อมตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์สู่การสร้าง “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” เพิ่มรายได้ต่อหัว ขณะที่ ททท. เตรียมพลิกเกมการตลาดสู่ยุค AI และ Data ขับเคลื่อน Visitor Economy และ Memory Economy รองรับการแข่งขันการท่องเที่ยวยุคใหม่

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมบูรณาการแผนปฏิบัติการ ททท. ปี 2570 ว่ากระทรวงฯ ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ปี 2569 จะเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งระหว่างประเทศและความผันผวนของตลาดนักท่องเที่ยวโลก แต่รัฐบาลไม่มีแนวคิดปรับลดเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยว โดยยังคงเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 2.75-2.76 ล้านล้านบาท

สำหรับปี 2568 กระทรวงฯ จะพยายามรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ให้ต่ำกว่าปีก่อน แม้สถานการณ์โดยรวมจะไม่เอื้ออำนวย พร้อมย้ำว่าการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ถือเป็นภารกิจสำคัญของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ปีนี้ต้องทำให้ได้ถึงเป้าหมาย และพยายามไม่ให้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นความท้าทาย แต่จะไม่มีการลดเป้าหมายลง” นายสุรศักดิ์กล่าว

ในด้านจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระทรวงฯ ยังคงตั้งเป้าหมายผลักดันให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศประมาณ 33 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวนกว่า 32 ล้านคน โดยจะติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารทั้งโอกาสและปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับปี 2570 กระทรวงฯ เตรียมทบทวนกรอบเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยแม้กรอบแผนเบื้องต้นจะกำหนดรายได้ไว้ที่ประมาณ 2.76 ล้านล้านบาท แต่หากภาวะตลาดฟื้นตัวดีกว่าคาด ก็พร้อมปรับเป้าหมายเชิงนโยบายเพิ่มขึ้นอีก 5-7% หรืออยู่ในระดับประมาณ 2.8-2.9 ล้านล้านบาท พร้อมตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 33 ล้านคน

นายสุรศักดิ์กล่าวว่า การกำหนดเป้าหมายในระยะต่อไปจะไม่พิจารณาเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของนักเดินทาง รายได้ต่อหัว และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีความยั่งยืนมากขึ้น

พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ เตรียมหารือร่วมกับภาคเอกชนในวันที่ 15 ก.ค.นี้ เพื่อรับฟังข้อเสนอในการจัดทำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวปี 2570 และกำหนดนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยหากมีความจำเป็น รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาใช้งบกลางหรือมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย จึงผลักดันความร่วมมือกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม และจีน เพื่อขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพิ่มเที่ยวบิน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทาง

โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการหารือกับหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย เวียดนาม และจีน เพื่อขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การเพิ่มเที่ยวบิน การสร้างความเชื่อมั่น และเชื่อมโยงตลาดนักเดินทาง

ในสัปดาห์นี้ คณะของนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะเดินทางเยือนจีน ระหว่างวันที่ 16-20 ก.ค.นี้ ครอบคลุมกรุงปักกิ่ง เมืองเฉิงตู และนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของจีน ทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้า และความร่วมมือกับผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งยังคงเป็นตลาดหลักของประเทศไทย

นายสุรศักดิ์ยังกล่าวว่า การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย โดยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่าการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และโปร่งใส มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความเชื่อมั่นของตลาด

อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยว เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่สถานบันเทิง “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ถือเป็นบทเรียนที่สะท้อนว่า “ความเชื่อมั่น” เป็นเรื่องสำคัญ และการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และสร้างความเข้าใจต่อสังคม มีบทบาทอย่างมากต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

“วันนี้ข่าวที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวและความปลอดภัยได้รับความสนใจจากสังคมมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวกลายเป็นเรื่องสำคัญในทุกมิติ

ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป จะเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้าง “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ที่มีการใช้จ่ายสูง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย

กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) นักเดินทางด้านธุรกิจและการลงทุน กลุ่มกีฬา การศึกษา ดิจิทัล นอแมด ตลอดจนกลุ่มเดินทางเพื่อกิจกรรมเฉพาะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยว โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 52,000 บาทต่อทริป

ผู้ว่า ททท. กล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีการประกาศเป้าหมายเชิงนโยบายรายได้ท่องเที่ยวไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อตลาดนักท่องเที่ยวรายได้สูง ทำให้เป้าหมายตามแผนปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 2.7-2.76 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ททท. จะยังคงเดินหน้าผลักดันให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยไม่มีการปรับลด

สำหรับปี 2570 ททท. คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะมีโอกาสขยับขึ้นสู่ระดับ 2.8-2.9 ล้านล้านบาท หากสถานการณ์ตลาดเอื้ออำนวย โดยการประเมินรายได้จะครอบคลุมผู้เดินทางทุกกลุ่มที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ไม่จำกัดเฉพาะนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน

นางสาวฐาปนีย์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของ ททท. คือการเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 10% และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นปีละ 10% ผ่านการทำตลาดเชิงคุณภาพ และการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางแต่ละกลุ่ม

พร้อมกันนี้ ททท. จะขยายตลาดระยะไกล (Long Haul) มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับตลาดยุโรปตะวันออก เช่น โปแลนด์ เบลารุส,แอฟริกาใต้,บราซิล,เม็กซิโกและโคลอมเบีย เป็นต้น โดยมองว่าตลาดเหล่านี้มีโอกาสเติบโตมากขึ้นจากการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ดีขึ้น พร้อมทำควบคู่กับการรักษาฐานตลาดหลักในยุโรปและเอเชีย เพื่อสร้างนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่และกระตุ้นการเดินทางซ้ำ

ในส่วนของตลาดภายในประเทศ ททท. มองว่าความท้าทายสำคัญคือจำนวนประชากรไทยที่มีแนวโน้มลดลง ดังนั้น การเติบโตจะต้องมาจากการเพิ่มความถี่ในการเดินทาง จากปัจจุบันที่คนไทยเดินทางท่องเที่ยวเฉลี่ยมากกว่า 2 ครั้งต่อปี ให้เพิ่มเป็นประมาณ 3 ครั้งต่อคนต่อปีในระยะยาว

ผู้ว่า ททท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2570 จะเป็น “ปีแห่ง Transformation” ขององค์กร โดยจะปรับรูปแบบการตลาดจากการขายแหล่งท่องเที่ยว ไปสู่การสร้างประสบการณ์และความทรงจำ (Memory Economy) พร้อมผลักดันแนวคิด Visitor Economy ที่ให้ความสำคัญกับผู้เดินทางทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุน นักศึกษา หรือผู้เดินทางเพื่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ททท. จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูล (Data) มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมนักเดินทาง พัฒนาการสื่อสารการตลาด และสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากขึ้น โดย ททท. จะมุ่งสร้างฐานข้อมูลคุณภาพ เพื่อให้ระบบ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดี และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน