คลัง ปฏิรูปสวัสดิการข้าราชการ คุมค่ารักษาพยาบาลพุ่ง 9 หมื่นล้านบาท/ปี เร่งอุดช่องทุจริต-ศึกษาโมเดลประกันเสริม ยันไม่กระทบสิทธิข้าราชการปัจจุบัน
นางแพตริเซีย มงคลวนิช อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า แนวทางปรับลดอัตราข้าราชการ การปรับสวัสดิการต่างๆ เป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างพิจารณา โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังพิจารณาเรื่องนี้กันอยู่ ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนว่า จะไม่ไปยุ่งกับข้าราชการปัจจุบัน แต่จะเป็นการพูดถึงข้าราชการที่จะบรรจุใหม่
“คนที่เราเซ็นสัญญาจ้างไปแล้ว จะไม่มีการเข้าไปยุ่ง จะไม่มีการปรับบำเหน็จบำนาญอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่รัฐจะทำใหม่ ไอเดียที่เกิดขึ้นมา น่าจะเป็นการทำกับข้าราชการใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งก็น่าจะมีโมเดลต่างๆ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ ว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ยังรวบรวมข้อมูลกันอยู่”
โดยข้อมูลส่วนที่กรมบัญชีกลางดูแล และได้สนับสนุนข้อมูลให้แก่ระดับนโยบาย ก็คือ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ซึ่งทุกคนยอมรับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ปัจจุบันสูงถึงปีละ 90,000 ล้านบาท จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิที่กรมบัญชีกลางดูแลกว่า 5 ล้านคน คือ ทั้งตัวข้าราชการและบุคคลในครอบครัว
“ตอนนี้กำลังคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ว่า มันจะต้องมีวาระแห่งชาติ ว่าจะต้องทำอย่างไร เช่น การให้เบิกยาที่เป็นยาสามัญก่อน การไปหายาโรงพยาบาลหลายๆ แห่ง จะดูอย่างไร นอกจากนั้น เราก็กำลังรับฟังความคิดเห็นพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ซึ่งมี 4 ประเด็น แต่ไม่มีประเด็นไหน บอกว่าจะยกเลิกสิทธิเลย จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการฟังความคิดเห็น”
สำหรับการรับฟังความเห็นประเด็นที่ 1.การเบิกค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลต้องเบิกจ่ายตรงกับกรมบัญชีกลางเท่านั้น 2.ให้เลือกว่าจะให้สิทธิบุคคลในครอบครัวเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือไม่ เพราะบางคนอาจจะไม่ได้อยากใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ แต่อยากใช้ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือใช้ประกันสังคม 3.คนในครอบครัว หากมีใครทุจริตเพียง 1 คน จะถูกตัดสิทธิทั้งหมด รวมถึงตัวข้าราชการเองด้วย และ 4.การกำหนดให้โรงพยาบาลมีความโปร่งใสในการสั่งจ่ายยาและอื่นๆ
“จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นก่อน ซึ่งเชื่อว่าช่วยได้ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริต ซึ่งจากที่เราเจอมา ข้าราชการอาจจะมีทุจริตบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นคนในครอบครัวทำเสียเยอะ ตัวอย่างเช่น ช้อปปิ้งยา แล้วนำไปขายต่อ โดยในช่วง 10 ปี มูลค่าสะสมประมาณ 250 ล้านบาท แต่ต้องบอกว่า ที่ผ่านมา เราใช้คนดูไม่เยอะ ก็กำลังคุยกันว่าจะมีโอกาสนำระบบเข้ามา ช่วยเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่ที่พิจารณาเรื่องทุจริต มีอยู่แค่ 6 คน ทั้งประเทศ ขณะที่ธุรกรรมมี 35 ล้าน transaction ต่อปี”
ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะไม่เพียงแค่ดูเรื่องทุจริต แต่จะสามารถดูได้ว่า ยาชนิดใดที่มีคนใช้มากขึ้น จะได้ใช้เป็นข้อมูลไปเจรจาเพื่อลดค่ายา ส่วนการจะนำระบบประกันเข้ามาช่วย กรมบัญชีกลางเคยศึกษา แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากมากๆ
นางแพตริเซีย กล่าวว่า การจะเอาระบบประกันมาแทนเลย ยอมรับว่า ยาก แต่จะเปลี่ยนอย่างไร เช่น ข้าราชการเข้าใหม่ เอาระบบประกันมาเสริมได้หรือไม่ หรือมาแทนได้อย่างไร แต่ถ้าจะเอามาเคลียริ่งแทน เป็นเรื่องยาก โดยสิ่งที่น่าจะมีคือ จะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เป็นโรคได้อย่างไร แล้วจะมีมาตรการการคลังมาเติมเต็มได้หรือไม่ หรือกระทรวงสาธารณสุขจะมีอะไร เพื่อให้คนดูแลตัวเองด้วย ไม่ใช่มาพึ่งแต่ค่ารักษาอย่างเดียว มันปลายทางมากๆ แล้ว