FTA ดันส่งออกไทยโตพุ่ง 10% เอสเอ็มอีแห่ใช้สิทธิหวังช่วยลดภาษีการค้า
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือน เม.ย. 2569 มีมูลค่ารวม 31,772.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ1.06 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.19% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.41% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA
โดย อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 10,622.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 69.01% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 8,509.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 93.03%
อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 5,007.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 82.16% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 2,387.33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 84.10% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 1,984.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 58.44%
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) ทุเรียนสด (3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (4) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ
เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (3) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ (4) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง (5) เงาะ ลำไย ทับทิมสด มูลค่ารวม 7,650.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 24.08% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (3) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ(4) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ และ (5) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 24,121.32ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 75.92% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด
นางอารดากล่าวว่า ภาพรวมการค้าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ขณะเดียวกัน FTA ได้ก้าวจากการเป็นเครื่องมือลดอุปสรรคทางภาษี สู่การเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการค้าและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก
กรมการค้าต่างประเทศจึงเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อกระจายความเสี่ยง ขยายตลาดสู่ประเทศคู่ค้าใหม่ พร้อมสนับสนุนการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียว เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว
ทั้งนี้กรมฯ เดินหน้าเชิงรุกจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้นำองค์ความรู้ด้านการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ สร้างโอกาสทางการค้า และขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ สามารถพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ได้แล้วมากกว่า 1,400 ราย ล่าสุด
เร่งขยายโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทยด้วยโครงการ “Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA” โดยมุ่งเจาะตลาด FTA 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ซึ่งล้วนเป็นตลาดส่งออกเชิงยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูงและสามารถต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทย