เปิดโรดแมป “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” เตรียมประชุมคณะกรรมการต่อต้านทุจริต พร้อมปิดห้องเคลียร์ปมคอร์รัปชัน ผลักดันแก้กฎหมาย ลดต้นทุนแฝงธุรกิจไทย
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยว่า ภายหลังจากการวางกรอบการขับเคลื่อนการป้องกัน และต่อต้านการทุจริตของภาคเอกชนใน 6 ยุทธศาสตร์หลัก คณะทำงานกำลังเข้าสู่ระยะของการผลักดันเชิงปฏิบัติ โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการประสานงานต่อต้านการทุจริตครั้งที่ 1 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เพื่อกำหนดแผนการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังอย่างเป็นรูปธรรม
นายพจน์ กล่าวว่า คณะทำงานมุ่งเดินหน้าต่อยอดจาก 6 แนวทางสำคัญ ทั้งการสร้างจิตสำนึก การยกระดับนโยบายต่อต้านการทุจริต การบริหารความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และการคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล โดยจะเชื่อมโยงทุกประเด็นเข้าสู่การดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ
เปิดเวที “Closed-Door Dialogue” เจาะ Pain Points รายอุตสาหกรรม หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือการจัด Closed-Door Dialogue ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ซึ่งจะเชิญผู้แทนภาคธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกภายใต้บรรยากาศปิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถสะท้อนปัญหาได้อย่างตรงไปตรงมา
เวทีดังกล่าวจะมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การระบุ Pain Points และจุดเสี่ยงของการทุจริตในแต่ละกระบวนการ การถอดบทเรียนจากหน่วยงานที่ประสบความสำเร็จ ในการลดช่องว่างการทุจริต (Good Cases) และการกำหนดข้อเสนอเชิงนโยบาย (Commitments & Next Steps) เพื่อผลักดันให้เกิดต้นแบบองค์กรโปร่งใสในภาครัฐ และภาคเอกชน
นายพจน์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือการทำงานคู่ขนานกับ คณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยคณะทำงานกำลังผลักดันการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ภายใต้กลุ่มงาน Reinvent Thailand เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน เพื่อช่วยลดต้นทุนแฝง ลดการใช้ดุลพินิจ และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการของภาครัฐ
การลดคอร์รัปชันไม่ได้หมายถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน และลดโอกาสในการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น รวมถึงจะใช้โอกาสในการสื่อสาร พรบ. อำนวยความสะดวกภาครัฐร่วมกับกพร. ให้ทั้งหน่วยงานธุรกิจ และประชาชนเข้าใจในกฎหมายฉบับนี้ และใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และต่อยอดจากพรบ.เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารภาครัฐ เพื่อลดความซับซ้อนของการทำงานอีกด้วย
นายพจน์ กล่าวต่ออีกว่า ภาคเอกชนให้ความสำคัญกับเป้าหมายของรัฐบาล ในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 เนื่องจากมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดี เป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ซึ่งภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะการยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาล ไม่ใช่เพียงเพื่อผ่านเกณฑ์ OECD แต่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ลดต้นทุนของภาคธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว