สร้างความสับสนงุนงงให้กับนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียนในตลาดทุนของไทยเป็นอย่างมาก กรณีเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 และวันที่ 2 ก.ค.2569 มีบุคคลปริศนาที่ชื่อ นางสุภาพร พิมพงษ์ ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เข้ามาในระบบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จำนวน 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ชั้นนำของไทย ได้แก่

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัทเอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทจีเจ สตีล จำกัด (มหาชน) และหุ้น บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการได้มาที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา แต่เพิ่งรายงานใน 2 วันข้างต้น

โดยเฉพาะหุ้น TRUE บริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ นางสุภาพรแจ้งว่าเข้ามาซื้อหุ้นมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท จนครองสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ 7% เกิดคำถามขึ้นทันทีว่านางสุภาพรเป็นใคร มาจากไหน และมีศักยภาพทางการเงินเพียงพอที่จะเข้าซื้อหุ้นในมูลค่ามหาศาลขนาดนั้นได้จริงหรือไม่

ข้อเท็จจริงเริ่มคลี่คลาย เมื่อวันวันที่ 6 ก.ค.2569 TRUE ได้ออกหนังสือชี้แจงว่าข้อมูลบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการสอบทาน เพราะบางประเภทหลักทรัพย์ไม่มีอยู่จริง พร้อมปฏิเสธไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกกับสื่อสั้นๆ ว่าเป็น “ข่าวเพี้ยน” และให้สื่อไปสอบความชัดเจนจากก.ล.ต.

การออกมาปฏิเสธของ TRUE ทำให้ความมั่นใจในตลาดทุนไทยถูกกระทบในวงกว้างขึ้นเกี่ยวกับระบบการรับและเผยแพร่ข้อมูลที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของก.ล.ต. ว่ามีการตรวจสอบความถูกต้องและมีมาตรการคุ้มครองนักลงทุนจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเพียงพอหรือไม่ ร้อนถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ต้องออกมาสั่งการให้ ก.ล.ต.เร่งคลี่คลายข้อเท็จจริงและสื่อสารต่อสาธารณะให้ชัดเจน เพื่อเร่งความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย

ด้านนายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในฐานะหน่วยงานคุ้มครองดูแลนักลงทุนออกมาชี้แจงว่าได้ประสานงานกับก.ล.ต. และบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด เนื่องจากเป็นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและสาธารณชนเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างแรงกดดันไปยังก.ล.ต.อย่างหนักในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลและพัฒนาตลาดทุนไทยให้เกิดความโปร่งใส สุดท้ายเมื่อวันที่ 9 ก.ค. นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. พร้อมทีมงาน ต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ยืนยันว่าได้ติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือเพิกเฉยต่อเหตุการณ์

พร้อมชี้แจงถึงขั้นตอนการตรวจสอบว่า รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของหลักทรัพย์ จำนวน 7 รายงาน รวม 6 หลักทรัพย์ ของนางสุภาพรว่าเป็นการได้มาของหลักทรัพย์ที่ต่างเวลากันตั้งแต่ปี 2564 จากการตรวจสอบพบว่ามีการบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 และวันที่ 2 ก.ค.2569 โดยเมื่อก.ล.ต.พบความผิดปกติจึงระบุสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ไว้ก่อนเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2569

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ก.ล.ต.จึงได้มีการเปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง จากการยืนยันของบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 ก.ล.ต.จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล เพื่อไม่ให้กระทบการตัดสินใจของนักลงทุน

ข้อมูลในแบบรายงานที่ตรวจพบความไม่ถูกต้องประกอบด้วย ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียน ในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มา ไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในรายงาน และการรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มาไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ์ที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิ์ที่ตรงกับการใช้สิทธิ์หุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น และยังตรวจพบว่าผู้รายงานรายดังกล่าวมีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 (แบบ 59) โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือบุคคลที่มีหน้าที่รายงานตามมาตราดังกล่าว

“ที่ผ่านมา ก.ล.ต.มีมาตรการคัดกรองข้อมูลแบบรายงานที่ชัดเจนโปร่งใส และน่าเชื่อถือ เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล มีระบบการคัดกรองโดยขึ้นสถานะให้นักลงทุนได้ใช้ในการประกอบการตัดสินใจ ขอให้นักลงทุนมั่นใจในระบบ และขอยืนยันว่าขณะนี้ก.ล.ต.ไม่ได้มีการปิดระบบการยื่นแบบรายงานแบบ 246-2 ตามกระแสข่าวลือ ยังเปิดออนไลน์ระบบด้วยความมั่นใจ”

ด้านรองเลขาธิการก.ล.ต. นางสาวสุชา บุณยเนตร ออกมายืนยันว่าระบบมีมาตรฐานความปลอดภัยที่รัดกุม มีระบบการยืนยันตัวตนโดยผู้กรอกข้อมูลจะต้องระบุข้อมูลส่วนบุคคลที่ตรงกับข้อมูลในฐานข้อมูลของกรมการปกครอง หากข้อมูลไม่ตรงระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียนทันที แต่หากข้อมูลถูกต้องยังมีกระบวนการยืนยันตัวอีกชั้นผ่านระบบโอทีพีที่จะส่งรหัสลงทะเบียนไปยังหมายเลขโทรศัพท์ผู้ลงทะเบียน จึงจะเข้ามากรอกข้อมูลในระบบได้ รวมทั้งยังกำหนดให้ผู้รายงานต้องรับรองความถูกต้อง และรับทราบว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะด้วย

ขณะที่ นายธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ออกมาชี้แจงเกี่ยวการบังคับใช้กฎหมายว่ากรณีการส่งข้อมูลเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อก.ล.ต. เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 302/1 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)

ในเวลาต่อมา บก.ปอศ.ได้ออกมาระบุว่า นางสุภาพรมีตัวตนจริงๆ จึงตัดประเด็นเรื่องของการสวมสิทธิ์บัญชีม้าออกไป จากการเชิญมาให้ปากคำว่า นางสุภาพรยอมรับว่า เข้ามากรอกข้อมูลในระบบด้วยตัวเอง แต่อ้างว่ากรอกข้อมูลผิด โดยเข้าใจผิดมาตลอดว่ามีการหักเงินจากบัญชีเพื่อลงทุนในหุ้นหรือกองทุนต่างประเทศแบบ DCA และเชื่อว่าเป็นผู้ถือครองหลักทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งก็ต้องรอขั้นตอนการสอบข้อเท็จจริงว่าจะสรุปผลออกมาอย่างไร

แม้กรณีแจ้งข้อมูลเท็จครั้งนี้ยังไม่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อราคาหุ้นในทันที แต่เปิดให้เห็นช่องโหว่ของระบบการรายงานข้อมูลในตลาดทุนไทย บทเรียนครั้งนี้ไม่ควรจบลงเพียงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่ควรนำไปสู่การทบทวนและยกระดับระบบการรับ การตรวจสอบ และการเผยแพร่ข้อมูลของ ก.ล.ต. ให้มีถูกต้อง รัดกุม เพราะความเชื่อมั่น เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของตลาดทุนทั่วโลก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน