“พรายพล” เตือนน้ำมันครึ่งปีหลังทรงตัวสูง 80-90 ดอลลาร์ จับตาความขัดแย้งตะวันออกกลางดันราคาพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ รัฐอาจรื้อมาตรการลดค่าการกลั่นพยุงราคาขายปลีก
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลงบ้างก็ตาม
ทั้งนี้ หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้น หรือส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน แหล่งผลิต และโรงกลั่นในภูมิภาค ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้
“สถานการณ์ในเวลานี้ยังน่าเป็นห่วง เพราะราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นมาอยู่เหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว และมีความเป็นไปได้ที่จะขยับขึ้นถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางขยายวงกว้างมากขึ้น”
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศย่อมปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลก โดยหนึ่งในมาตรการที่ภาครัฐสามารถนำกลับมาพิจารณาเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน คือการปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาขายปลีกได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ถือเป็นมาตรการที่รัฐบาลมักใช้ในกรณีจำเป็น เนื่องจากส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐโดยตรง
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานระบุว่า ราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง แม้การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยุติลงแล้ว เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งยังไม่สามารถกลับมาดำเนินงานได้เต็มศักยภาพ โดยคาดว่าราคาน้ำมันดีเซลอาจเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และไม่น่าจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันเบนซินคาดว่าจะอยู่ในช่วง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าราคาน้ำมันจะไม่พุ่งรุนแรงเท่าช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา และไม่น่าจะส่งผลให้ราคาขายปลีกในประเทศทะยานแตะระดับ 50 บาทต่อลิตรอีกครั้ง ส่วนการนำกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยดูแลราคานั้น จะต้องพิจารณาจากฐานะและสภาพคล่องของกองทุนในช่วงเวลานั้นเป็นสำคัญ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด