วัชระพล จี้ อ.ส.ค. เร่งแผนการตลาด ระบายสต๊อกนมก่อนหมดอายุ
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงถึงกรณีที่มีข่าวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งระบายสต๊อกนมกล่อง ที่ส่งผลให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มีสินค้าคงคลังสะสมเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นภาระด้านต้นทุนและสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากไม่สามารถระบายสินค้าออกสู่ตลาดได้ ว่า ในช่วงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและคณะทำงานได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ของ อ.ส.ค. อย่างลงลึกและใกล้ชิด เพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาสินค้าค้างสต๊อก นมล้นตลาด และแก้ปัญหาขาดทุนสะสมอย่างยั่งยืน
โดยได้มอบนโยบายในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน คือ การเร่งระบายสินค้าก่อนหมดอายุ “ด้วยตัวเองอย่างเต็มประสิทธิภาพ” จากแคมเปญทางการตลาด โดยต้องดำเนินการล่วงหน้าแต่เนิ่น ไม่ปล่อยให้นมหมดอายุ ก่อนสินค้าอีกจำนวนหนึ่งจะสิ้นสภาพในเดือนตุลาคมที่ถึงนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนที่ อ.ส.ค. จะพิจารณาของบประมาณจากภาครัฐมาสนับสนุน ต้องวางมาตรการในภาพรวม พร้อมจัดหาเงินกู้เพื่อรักษาสภาพคล่องและการพลิกฟื้นธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป
ในส่วนของนมกล่องหมดอายุนั้น นายวัชระพล ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ หารือร่วมกับนักวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการยางแห่งประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการนำน้ำนมที่หมดอายุไปใช้เป็นการเร่งโปรตีนในอาหารสัตว์ และรักษาโรคใบร่วงในต้นยางพาราโดยด่วน
“ส่วนตัวไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีการปล่อยจนสินค้าสิ้นสภาพเป็นจำนวนมากขนาดนี้ ซึ่งการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ” นายวัชระพลกล่าว
นายวัชระพล กล่าวว่า ตนเองเห็นใจที่ อ.ส.ค. ประสบกับการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีสินค้าทดแทนจำนวนมากในตลาด จึงต้องพัฒนาให้ อ.ส.ค. แข่งขันได้ในตลาดเสรีปัจจุบัน โดยอาจจะต้องมองที่ประสิทธิภาพในการบริหาร โดยเฉพาะต้นทุนและการตลาด พร้อมยกตัวอย่าง “มิลค์แลนด์” (Milk Land) แฟรนไชส์ไอศกรีมนม ที่จะช่วยสร้างรายได้ และระบายนมดิบได้ดี แต่เหตุใดจึงหยุดกิจการนี้ไป เป็นต้น
ทั้งนี้ อ.ส.ค. เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพมาก เคยได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจต้นแบบหลายปีซ้อนจากกระทรวงการคลัง และเคยมีรายได้สูงถึงปีละเกือบหมื่นล้านบาท ดังนั้น จึงต้องมาวิเคราะห์กันว่า เหตุใดในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา จึงมีรายได้ไม่เท่าเดิมและขาดทุนสะสม ซึ่งหากเน้นที่การขยายช่องทางการตลาด และการขายอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้น ก็น่าจะเป็นทางรอดของทั้ง อ.ส.ค. และพี่น้องเกษตรกรไทยต่อไป
นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เอวันที่20ก.ค.ที่ผ่านมาว่ามีการหารือ ประเด็นสำคัญ อาทิ การกำหนดแนวทางการจัดซื้อนมโรงเรียนให้ครอบคลุม 260 วัน เพื่อให้นักเรียนได้รับอาหารเสริม (นม) อย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา รวมทั้งพิจารณากรณีโรงเรียนที่ขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมโครงการใหม่ แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาข้อเสนอการขยายโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนไปยังนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1–3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา โดยเห็นชอบในหลักการให้เริ่มดำเนินโครงการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570 พร้อมเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลางเพื่อรองรับการดำเนินงาน ทั้งนี้ รูปแบบ หลักเกณฑ์ และรายละเอียดการดำเนินโครงการ จะเป็นไปตามที่คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนกำหนดต่อไป
ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหานมกล่อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นม ตามข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยมอบหมายให้คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบสต็อกนมโรงเรียนชนิดยูเอชที (UHT) ในพื้นที่ 16 จังหวัด เร่งลงพื้นที่ตรวจนับปริมาณนมคงเหลือ
พร้อมสุ่มเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบคุณภาพ รวมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานระดับจังหวัดเข้าตรวจสอบสต็อกนมในโรงงานที่รับฝากเก็บนมนอกพื้นที่ และรายงานผลต่อคณะกรรมการ เพื่อให้การบริหารจัดการสต็อกนมโรงเรียนเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสามารถกำหนดแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสม