โลกเดือด ดันส่งออกแอร์ไทยไปยุโรปพุ่ง 40% ทำรายได้กว่า 2.5 หมื่นล้าน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์เปิด เผยถึงการส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบของไทยไปทวีปยุโรปเดือนพ.ค. 2569ว่ามีมูลค่า 148.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 40.7% สูงสุดในรอบ 7 เดือน รับอานิสงส์คลื่นความร้อนที่มาเร็วและรุนแรงเป็นประวัติการณ์ในยุโรป ขณะที่โครงสร้างตลาดยุโรปซึ่งครัวเรือนมีเครื่องปรับอากาศเพียงราว 1 ใน 5 ยังเปิดพื้นที่การเติบโตระยะยาว พร้อมแนะผู้ประกอบการเจาะกลุ่มสินค้าประหยัดพลังงานรับกฎระเบียบสีเขียวของยุโรป

ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 783.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 18.9% โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ เครื่องปรับอากาศแบบเปลี่ยนวงจรความเย็นหรือวงจรความร้อน (กลุ่มปั๊มความร้อน) ขยายตัว 70.6% ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ ขยายตัว 49.6% และแบบติดหน้าต่างหรือฝาผนัง ขยายตัว 21.6%

นายนันทพงษ์กล่าวว่าคลื่นความร้อนรุนแรงและเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ กระตุ้นให้ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกยุโรปเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า เพื่อรองรับอุปสงค์ในช่วงจุดสูงสุดของฤดูร้อน เมื่อพิจารณารายประเทศ พบว่า เยอรมนีเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง มูลค่า 30.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 89.6% ตามด้วยฝรั่งเศส ขยาย 50.9% สหราชอาณาจักร 58.2% และสเปน 42.2%

นอกจากนี้กลุ่มตลาดยุโรปเหนือขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี อาทิ ฟินแลนด์ 366.6% และสวีเดน 177.3%สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดที่มีอัตราการครอบครองเครื่องปรับอากาศต่ำเพียงประมาณร้อยละ 20 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครัวเรือนทั่วโลกที่37% ในปี 2565

สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป ประเมินว่าอุปสงค์เครื่องปรับอากาศในยุโรปมีแนวโน้มยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 เนื่องจากยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ที่รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงปลายเดือนมิ.ย. โดยหลายประเทศยังคงทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุด ใกล้ระดับ 40 องศาเซลเซียส

ประกอบกับการคาดการณ์ฤดูกาลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ช่วงเดือนก.ค. -ก.ย. 2569 ที่ชี้ว่าอุณหภูมิในทวีปยุโรปมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติต่อเนื่อง โดยเฉพาะยุโรปใต้และยุโรปกลาง จากภาวะเอลนีโญที่กำลังทวีกำลัง

อย่างไรก็ตาม ทวีปยุโรปกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น แต่ การเติบโตของตลาดยุโรปมีเงื่อนไขเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกำกับอยู่ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรมุ่งพัฒนาสินค้ากลุ่มประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงและระบบ Heat Pump ที่สอดรับกับนโยบายด้านพลังงานและลดคาร์บอนของ EU พร้อมติดตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน