กรมศุลกากร ผนึกกำลังบูรณาการ AITF ตรวจยึดเอโทมิเดต ลักลอบลำเลียงโดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านน้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม 30 กิโลกรัม มูลค่า 21 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมขานรับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้า ส่งออก และนำผ่านยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ในทุกช่องทาง ทั้งท่าอากาศยาน ด่านชายแดน และระบบพัสดุไปรษณีย์ทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กรมโดยกองสืบสวนและปราบปราม สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยาน (AITF) ซึ่งประกอบด้วย
สำนักงาน ป.ป.ส. กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย (ศรภ.) วิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรองและประเมินความเสี่ยง จนพบสินค้าถ่ายลำต้องสงสัย มีต้นทางจากสาธารณรัฐอินเดีย นำผ่านประเทศไทย และมีปลายทางที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบวัตถุต้องสงสัยลักษณะเป็นผลึกสีขาว บรรจุในห่อพลาสติกสีเงิน ซุกซ่อนอยู่ภายในถังพลาสติกสีน้ำเงิน (Blue Drum) จึงส่งตัวอย่างไปตรวจพิสูจน์ที่สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส.
ผลการตรวจสอบยืนยันว่า เป็น เอโทมิเดต (Etomidate) ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด น้ำหนักรวมประมาณ 30 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 21 ล้านบาท โดยเข้าข่ายความผิดฐาน “นำผ่านราชอาณาจักรซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยไม่ได้รับอนุญาต” รวมทั้งมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า เอโทมิเดต (Etomidate) เป็นยานำสลบที่ใช้เฉพาะในทางการแพทย์ มีคุณสมบัติออกฤทธิ์เร็วและมีระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้น เดิมเป็นเพียงยาควบคุมพิเศษ แต่เมื่อปลายเดือนก.ค. 2568 ได้รับการยกระดับเป็น วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ลำดับที่ 45 ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกับ เคตามีน (Ketamine)
การตรวจยึดครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จในการสกัดกั้นเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ และยืนยันว่ากรมศุลกากรจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานการผลิต หรือเส้นทางลำเลียงยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ไปยังประเทศต่างๆ
ทั้งนี้ กรมจะเดินหน้ายกระดับมาตรการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ข่าวกรอง และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า ส่งออก และนำผ่านยาเสพติด รวมถึงสินค้าผิดกฎหมายอื่นอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาล
สำหรับช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมสามารถจับกุมคดียาเสพติดประเภทต่าง ๆ ทั้งไอซ์ เฮโรอีน เคตามีน โคเคน ยาบ้า และเอโทมิเดต ได้รวม มากกว่า 200 คดี ตรวจยึดของกลางได้ กว่า 1 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย กว่า 1,400 ล้านบาท