วิกฤตตลาดโลก! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม หลังต้นทุนจริงทะยาน 8-10 บาท
รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) แจ้งว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้อุดหนุน และนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมัน ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.-15 ส.ค.2569 คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,892 ล้านบาท มาบริหารจัดการเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทุกชนิดให้คงเดิม ไม่ให้ปรับขึ้นตามทิศทางราคาตลาดโลกที่ยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง
โดยในวันที่ 23 ก.ค.2569 พุ่งสูงถึง 167.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซิน พุ่งสูงขึ้น 128.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเทียบเท่าราคาน้ำมันในประเทศ ที่ควรต้องปรับขึ้นราว 8-10 บาทต่อลิตร ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญ ต่อฐานะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับในการตรึงราคาน้ำมันทุกชนิด และค่าครองชีพของประชาชน
“กองทุนมุ่งบริหารจัดการส่วนต่างต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตรตามมติ กบง. เข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็น ‘เกราะซับแรงกระแทก’ ช่วยชะลอและบรรเทาแรงกดดัน ไม่ให้ราคา น้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามกลไกตลาดโลกที่พุ่งรุนแรง การนำต้นทุนส่วนนี้มาบริหารจัดการ ร่วมกับการเห็นชอบเพิ่มอัตราการชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน“
ดังนั้น จึงช่วยให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดหน้าสถานีบริการยังคงสามารถตรึงไว้ในระดับเดิมได้ในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมกันนี้กองทุนยังคงติดตามสถานการณ์ความผันผวน ของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อ บริหารจัด การอย่างรอบคอบ และเหมาะสม ตามสภาวการณ์ต่อไป
อย่างไรก็ตาม เราตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานโลกในขณะนี้มีความผันผวนรุนแรงและกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง จึงได้ใช้ทุกกลไกรวมถึงนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นทั้งหมดมาบริหาร จัดการเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันขายปลีกให้คงเดิมไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมประชาชนในช่วงเวลานี้
ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น เพื่อร่วมกันลดภาระของประเทศและ รักษาเสถียรภาพ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมาจากเม็ดเงินประชาชนในระยะยาว