“สันติธาร” เตือนความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายสู่ทะเลแดงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงผลักดันราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และกำลังซื้อของประชาชน ย้ำรัฐบาล ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น ควบคู่เร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ขยายวงจากช่องแคบฮอร์มุซไปสู่ทะเลแดงว่า ถือเป็นปัจจัยที่ตอกย้ำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความไม่แน่นอนจะกลายเป็น “เรื่องปกติ” และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายสันติธาร กล่าวว่า แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะคลี่คลาย แต่ข้อเท็จจริงกลับสะท้อนว่าสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเตรียมรับความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกในระยะข้างหน้า

“ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงกว่าที่ควร เพราะยังมีปัจจัยช่วยพยุง ทั้งการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางทดแทนและการนำสต็อกน้ำมันออกมาใช้ แต่ปัจจุบันปริมาณสต็อกเริ่มลดลง ขณะเดียวกันความขัดแย้งที่ขยายมายังทะเลแดงก็ยิ่งเพิ่มข้อจำกัดด้านการขนส่ง ทำให้ความเสี่ยงด้านราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง” นายสันติธาร กล่าว

ทั้งนี้ หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอีก จะส่งผลให้เศรษฐกิจต้องเผชิญผลกระทบเป็นระลอก เริ่มจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ก่อนส่งผ่านไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และท้ายที่สุดจะกระทบกำลังซื้อของประชาชนและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยเดิมเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวและกำลังซื้อเป็นประเด็นหลัก แต่หากเกิดแรงกระแทกรอบใหม่จากราคาน้ำมัน ก็อาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงกว่าที่คาดได้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมารัฐบาลมีมาตรการรองรับสถานการณ์นี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน ที่มีส่วนของนโยบาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งยังคงดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อเป็นเสมือนกันชนให้กับประชาชนและครัวเรือนในระดับหนึ่ง พร้อมระบุว่าอาจต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติมหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น

อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือความเร่งด่วนของ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากปัญหาพลังงานจะอยู่กับประเทศไทยไปอีกนาน จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเร่งด่วน

โดยมีเป้าหมาย 2 ด้านไปพร้อมกัน คือ ผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และลดภาระของครัวเรือนและภาคธุรกิจไปพร้อมกัน ผ่านการปรับใช้พลังงานโซลาร์มากขึ้น และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ประชาชนควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน

“การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการลดภาระต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจ ทั้งการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันในระยะยาว” นายสันติธาร กล่าว

นอกจากนี้ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวยังสอดรับกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่หลั่งไหลเข้าสู่ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เซ็นเซอร์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียวได้

นายสันติธาร กล่าวว่า การสร้างห่วงโซ่อุปทานด้าน Green Economy ภายในประเทศ จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ เพิ่มศักยภาพการผลิต และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว ควบคู่กับการลดต้นทุนพลังงานของประเทศ

ส่วนกรณีที่สหรัฐจับตาประเทศไทยในประเด็นการติดตามด้านอัตราแลกเปลี่ยนนั้น นายสันติธาร ระบุว่า เป็นประเด็นที่อยู่ในความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก ขณะที่กระทรวงการคลังยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและความผันผวนจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมความพร้อมในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจให้เหมาะสมต่อไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน