ในช่วงที่ผ่านมา “ค่าไฟแพง” กลายเป็นหนึ่งในปัญหาปากท้องที่ประชาชนบ่นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ต่างเผชิญภาระต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนคำถามสำคัญที่สังคมอยากรู้มากที่สุดคือ

♦ ค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย ทำได้จริงไหม

คำถามนี้ได้รับคำตอบบางส่วนแล้ว หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการปรับโครงสร้างไฟฟ้าครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการลดค่าไฟให้ประชาชนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการกดราคาชั่วคราวตามรอบค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft)

หัวใจสำคัญของมาตรการนี้ คือการลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัยในช่วงการใช้ไฟ 1-200 หน่วยแรก เหลือไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย จากเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า รายได้จากเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) และจากการบริหารภาระต้นทุนคงค้าง (AF) จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ผ่านมาที่ยังค้างอยู่ที่ 31,268 ล้านบาท

♦ ใครได้ประโยชน์?

คือ ประชาชนที่จ่ายค่าไฟลดลงทันที ครอบคลุมกว่า 23 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ รวมถึงบ้านเช่า หอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านที่ไม่มีทะเบียนบ้าน ซึ่งเดิมต้องจ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงกว่า ก็จะได้รับสิทธิ์ใกล้เคียงกับบ้านอยู่อาศัยทั่วไปมากขึ้น ช่วยลดค่าครองชีพโดยตรง กำลังซื้อประชาชนจะเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีต้นทุนสาธารณูปโภคลดลง อุตสาหกรรมสีเขียวซื้อไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง เพิ่มความสามารถแข่งขันด้าน ESG

♦ ใครเป็นคนจ่าย?

หากปัจจุบันค่าไฟเฉลี่ยอยู่ราว 3.95 บาทต่อหน่วย แล้วจะลดลงเหลือ 3 บาทต่อหน่วยในระยะข้างหน้า ส่วนต่างที่หายไปนั้นรัฐเลือกใช้วิธี “ย้ายภาระต้นทุน” และ “เพิ่มประสิทธิภาพระบบ” ไม่ได้เลือกใช้วิธีอุดหนุนโดยตรงจากงบประมาณแผ่นดิน

โดยต้นทุนสำคัญที่ถูกนำออกจากบิลประชาชน คือ ค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟถนน ไฟส่องสว่างสาธารณะ ที่มีมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา ต้นทุนส่วนนี้ถูกรวมอยู่ในค่าไฟฐานของผู้ใช้ไฟทุกคน แต่จากนี้จะถูกแยกออกมา และหากลไกทางการเงินใหม่มารองรับแทน กล่าวง่ายๆ คือ ประชาชนจะไม่ต้องแบกรับค่าไฟสาธารณะในรูปแบบเดิมอีกต่อไป โดย 3 การไฟฟ้ารับภาระบริหารต้นทุนค่าไฟสาธารณะในช่วงเปลี่ยนผ่าน

นายเอกนัฏยืนยันว่า จะไม่ใช้วิธีผลักภาระหนี้ไปข้างหน้า หรือใช้งบประมาณมหาศาลมาอุดหนุนแบบถาวร แต่จะสร้างรายได้จากการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า โดยมีแหล่งเงินสำคัญ ประกอบด้วย

1.ลดต้นทุนจากสัญญาซื้อไฟฟ้าราคาแพง

รัฐบาลเตรียมเจรจาแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนบางส่วน โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับ Adder หรือเงินสนับสนุนพิเศษที่รัฐจ่ายเพิ่มให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน นอกเหนือจากราคาค่าไฟปกติในอดีต ซึ่งปัจจุบันบางสัญญามีราคารับซื้อสูงถึง 6-10 บาทต่อหน่วย ขณะที่ต้นทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่เพียงประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อไฟฟ้าแพงชั่วนิรันดร์ ควรมีการปรับอัตรารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงในอัตรา 2.1579 บาทต่อหน่วย โดยมอบหมายให้ทั้ง 3 การไฟฟ้าดำเนินการเจรจาแก้ไขสัญญาต่อไป

2.จัดระเบียบ Data Center

ธุรกิจ Data Center จะกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของระบบไฟฟ้าในอนาคต เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้ามหาศาลตลอด 24 ชั่วโมง การเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับโลก เช่น กลุ่มคลาวด์ AI หรือศูนย์ข้อมูลดิจิทัล ทำให้ประเทศไทยต้องลงทุนเพิ่มทั้งโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ

ดังนั้น กพช.จึงมีมติเห็นชอบกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า Data Center แยกต่างหาก เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อีกทั้งให้วางหลักประกันการใช้สายส่งไฟฟ้า เพื่อยืนยันความพร้อมและความตั้งใจลงทุนจริง ก่อนที่ภาครัฐจะลงทุนขยายระบบไฟฟ้ารองรับ พร้อมกำหนดให้ต้องจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำประกอบด้วย ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำจากประชาชนและภาคการเกษตร เนื่องจากเป็นกิจการที่ใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น

“หากในอนาคตราคาค่าไฟสำหรับ Data Center อยู่ในระดับ 5-6 บาทต่อหน่วย หรือสูงกว่านั้น ก็จะช่วยลดการอุดหนุนทางอ้อมจากประชาชนได้”

♦ ค่าไฟบ้านจะลดลงเท่าไร และเริ่มเมื่อไร?

หากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการดำเนินการของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) แล้วเสร็จตามแผน มาตรการดังกล่าวมีโอกาสเริ่มใช้ได้ตั้งแต่รอบบิลเดือนส.ค.2569

ตัวอย่างผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

* บ้านใช้ไฟ 150 หน่วยต่อเดือน เดิมจ่ายประมาณ 592 บาท เหลือประมาณ 450 บาท ประหยัดราว 140 บาท

* บ้านใช้ไฟ 200 หน่วยต่อเดือน เดิมประมาณ 790 บาท เหลือ 600 บาท ประหยัดเกือบ 200 บาท

* บ้านใช้ไฟ 350 หน่วยต่อเดือน แม้ส่วนที่เกิน 200 หน่วยยังคิดอัตราเดิม แต่ก็ยังได้ประโยชน์จากหน่วยแรกที่ลดลง

♦ ค่าไฟ 3 บาทจะยั่งยืนหรือไม่?

เป็นโจทย์ใหญ่ว่า ประเทศไทยจะรักษาค่าไฟให้อยู่ในระดับต่ำได้อย่างไรในวันที่ราคาพลังงานโลกผันผวน เพราะต้นทุนไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก เมื่อราคา LNG สูงขึ้น ค่าไฟก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตาม ดังนั้น การแก้ปัญหาระยะยาวจึงต้องอาศัยการเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ

♦ ทางออกระยะยาวที่สำคัญที่สุด

หนึ่งในมาตรการที่ กพช. เดินหน้า คือ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อโครงการ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ในอัตรารับซื้อแบบ Feed-in Tariff (FiT) 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญา Non-Firm ระยะเวลา 25 ปี

โดยกำหนดหลักการ 1 ตำบล ต่อ 1 โครงการ เพื่อให้ประโยชน์กระจายไปในหลายพื้นที่ ไม่กระจุกตัวอยู่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง เป็นการปรับให้นำผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาไปลดค่าไฟฟ้าแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน

แนวคิดนี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้ใช้ไฟไปสู่ผู้ผลิตไฟ ยิ่งมีบ้านติดโซลาร์มากเท่าไร ความต้องการใช้ไฟจากระบบกลางก็ลดลงมากเท่านั้น ซึ่งในระยะยาว นี่อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการกดต้นทุนค่าไฟของประเทศ

สุดท้ายค่าไฟ 3 บาทไม่ใช่จุดหมาย แต่เป็นจุดเริ่มต้น เพราะนี่คือการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบไฟฟ้าไทย

จากระบบที่ประชาชนต้องรับภาระต้นทุนร่วมกันเกือบทั้งหมด ไปสู่ระบบที่พยายามแยกต้นทุนให้สะท้อนผู้ใช้จริงมากขึ้น ผู้ใช้ไฟมากจ่ายตามต้นทุนจริง ผู้ใช้ไฟน้อยได้รับการคุ้มครอง และเปิดพื้นที่ให้การแข่งขันของพลังงานสะอาดเข้ามามีบทบาท

ความท้าทายยังรออยู่ข้างหน้า คือประเทศไทยจะสามารถสร้างระบบไฟฟ้าที่ทั้ง “ถูก เป็นธรรม และยั่งยืน” ได้จริงหรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ค่าไฟที่ถูกที่สุด ไม่ใช่ค่าไฟที่รัฐช่วยจ่ายแทน แต่คือค่าไฟที่เกิดจากระบบพลังงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และทำให้ประชาชนไม่ต้องกลับมาถามคำถามเดิมซ้ำอีกทุกครั้งที่เปิดบิลค่าไฟในแต่ละเดือน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน