“เอกนิติ” ดันลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักฟื้นเศรษฐกิจไทย ชูศักยภาพโตเกิน 3% เร่งคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผู้ถูกสวมชื่อถือหุ้น พร้อมอัปสกิล 5 ล้านคนวัยทำงาน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 หัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนเครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์เพียงตัวเดียว คือ การส่งออก ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางเมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศยังอ่อนแอ และการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น

โดยตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลจึงมุ่งผลักดันการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เห็นผลชัดเจนจากการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสแรกปี 2569 ที่ขยายตัวราว 10% และตั้งเป้าการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4%

พร้อมกันนี้ต้องจับตา 2 ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงาน และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 2 เดือนที่ผ่านมากว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท สะท้อนประเทศมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ อาจกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการย้ายฐานการผลิต ไทยต้องเร่งคว้าโอกาสจากกระแสการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านระบบ Direct PPA โดยไม่จำกัดโควตา เพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และตอบโจทย์มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (CBAM)

โดยการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลเตรียมเดินหน้าปฏิรูป 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การรองรับสังคมสูงวัย และการยกระดับทักษะแรงงานผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อผลิตแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่

“สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น ตั้งเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโตได้กว่า 3%”

นายเอกนิติกล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) รัฐบาลจะทำหน้าที่สนับสนุนภาคเอกชนผ่านมาตรการด้านการคลัง การค้า การพัฒนาทักษะแรงงาน การลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส พร้อมรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน

โดยนายเอกนิติย้ำว่า “วันนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของประเทศไทยในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน”

สำหรับกรณีประชาชนที่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถูกหลอกนำชื่อไปเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นบริษัทนั้น ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมคืนสิทธิให้ หากพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์การคัดกรอง แต่อยู่ที่ฐานข้อมูลภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ช่วยให้ผู้เสียหายรู้ตัวและเข้าสู่กระบวนการแก้ไข

“การคัดกรองครั้งนี้ทำให้มีผู้มีสิทธิรายใหม่ 2.3 ล้านคน และพบว่าผู้ถือบัตรกว่า 5 ล้านคนจากทั้งหมดกว่า 9 ล้านคน อยู่ในวัยทำงาน 20-60 ปี รัฐบาลจึงเตรียมออกมาตรการเพิ่มทักษะและจัดหางาน เพื่อยกระดับรายได้ให้หลุดพ้นความยากจน และขอย้ำว่างบประมาณไม่ใช่อุปสรรค เพราะรัฐบาลต้องการให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้เดือดร้อนตัวจริง โดยปัจจุบันรัฐใช้งบดูแลผู้ถือบัตรฯรัฐปีละกว่า 70,000 ล้านบาท ควบคู่กับสวัสดิการอื่น เช่น เบี้ยผู้สูงอายุและเบี้ยคนพิการ เพื่อดูแลประชาชนทุกกลุ่ม”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน