บล.บัวหลวงลุ้น SET แตะ 1,700 จุดปลายปี คาดฟันด์โฟลว์ไหลเข้า 1.6 แสนล้านบาท แนะสะสมโรงไฟฟ้า-แบงก์-ท่องเที่ยว หุ้นเด่นรับครึ่งปีหลัง
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเมินตลาดหุ้นไทยครึ่งหลังปี 2569 ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยมีโอกาสที่ดัชนี SET จะปรับขึ้นแตะระดับ 1,700 จุดในช่วงปลายปี
ทั้งนี้ เนื่องจากแรงหนุนของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ทยอยไหลเข้า หลังผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดกำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้แตะ 100 บาทต่อหุ้น พร้อมประเมินว่าตลอดปีมีโอกาสเห็นนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยราว 1.6 แสนล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
การปรับขึ้นของตลาดจะเป็นลักษณะ K-Shape หรือหุ้นแต่ละกลุ่มปรับตัวไม่เท่ากัน นักลงทุนจึงควรใช้กลยุทธ์ Selective Buy เลือกลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและแนวโน้มกำไรเติบโตในช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่องถึงปีหน้า
สำหรับกลุ่มหุ้นเด่น ได้แก่ โรงไฟฟ้า ที่ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวเพิ่มขึ้น โดยแนะนำ GULF, GPSC, GUNKUL และ WHAUP
ด้าน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของวัฏจักรอุตสาหกรรมโลกและการลงทุนด้าน AI โดยมอง KCE เป็นหุ้นเด่น จากอุปสงค์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปที่ทยอยฟื้นตัว
ส่วน กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยังโดดเด่นจากอัตราเงินปันผลสูง แนะนำ KBANK และ KTB ซึ่งมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตและตั้งสำรองหนี้ในระดับสูง ขณะที่ กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2/2569 ได้แรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย รวมถึงการจัดงาน Tomorrowland โดยแนะนำ ERW และ AWC
สำหรับ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร คาดผลประกอบการฟื้นตัวหลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 โดยเฉพาะ CBG ที่ได้รับแรงหนุนจากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังและธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่ CPF ได้ประโยชน์จากแนวโน้มราคาสุกรปรับสูงขึ้นตามภาวะอุปทานที่ตึงตัว
ด้านนายเสริมศักดิ์ วงศ์สิทธิโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายค้าตราสารการเงิน บล.บัวหลวง แนะนำว่า นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ควรจัดสรร 60-70% ของพอร์ตในหุ้น โดยแบ่งเป็น หุ้นไทย 30% และหุ้นต่างประเทศ 70% เพื่อเพิ่มโอกาสรับการเติบโต ส่วนที่เหลือ 30-40% ควรลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร โดยให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ไทยเป็นหลัก และกระจายบางส่วนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศเพื่อบริหารความเสี่ยง