โรงพยาบาลยันฮี ประกาศเดินหน้าขยายบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ครบวงจร รับกระแส Medical Tourism และ Pride Economy ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก พร้อมชูศักยภาพไทยด้านบุคลากรทางการแพทย์และความเปิดกว้างทางสังคม ดันประเทศสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ของเอเชีย โดยเตรียมลงทุนกว่า 100 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการรองรับความต้องการในระยะยาว

ท่ามกลางการแข่งขันของหลายประเทศในการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง เพื่อดึงดูดผู้รับบริการจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “LGBTQ+ Healthcare” กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิใหม่ของธุรกิจการแพทย์และ Medical Tourism ที่หลายประเทศต่างเร่งช่วงชิงความเป็นผู้นำ

ขณะที่โรงพยาบาลยันฮี นับเป็นสถานพยาบาลที่อยู่ในแนวหน้าของอุตสาหกรรมนี้ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญที่มีบทบาทผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ของภูมิภาคเอเชีย

พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี กล่าวว่า โรงพยาบาลอยู่ระหว่างการยกระดับองค์กรสู่ยุคใหม่ ซึ่งการแข่งขันของโรงพยาบาลไม่ได้อยู่เพียงด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่รวมถึงความเข้าใจมนุษย์ และความสามารถในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการอย่างแท้จริง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โรงพยาบาลยันฮีเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่งของประเทศไทย แต่จากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทำให้องค์กรขยายบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ

“ผู้รับบริการกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ได้เข้ามาเพราะเจ็บป่วย แต่เข้ามาเพื่อให้ร่างกายและอัตลักษณ์ของตนเองสอดคล้องกัน สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือความเข้าใจ ความเคารพ และความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม” พญ.สิรินทรา กล่าว

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้ง “Yanhee Support Pride Center” ศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “One Roof Service” ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การดูแลฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ การศัลยกรรมเฉพาะทาง การปรับเสียง การติดตามสุขภาพระยะยาว ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตหลังการรักษา

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ที่ไม่ได้มองผู้ป่วยเป็นเพียงผู้รับบริการทางการแพทย์ แต่เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเฉพาะตัวในทุกมิติของชีวิต

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า ตลาด LGBTQ+ Healthcare ของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้รับบริการชาวไทยเพียงอย่างเดียว โดยพบว่าผู้เข้ารับบริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิง (Male to Female) กว่า 74% เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่การผ่าตัดจากหญิงเป็นชาย (Female to Male) มีสัดส่วนผู้รับบริการต่างชาติสูงถึง 55%

สำหรับประเทศหลักที่เดินทางเข้ามารับบริการ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวสู่การเป็นจุดหมายด้านสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศจากทั่วโลก

โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่หลายประเทศยังมีข้อจำกัดทั้งด้านกฎหมาย วัฒนธรรม และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ที่ต้องการเข้าถึงบริการมาตรฐานสากล ภายใต้สังคมที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศ

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกของโลกที่พัฒนาศักยภาพด้านศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพอย่างจริงจัง ทำให้ได้รับการยอมรับในฐานะ Destination of Sex Change Surgery มาอย่างยาวนาน อีกทั้งเทคนิคการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิงของแพทย์ไทย ยังได้รับการยอมรับในเวทีวิชาการระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

“ชื่อเสียงของแพทย์ไทย คุณภาพการรักษา ความละเอียดของบุคลากรทางการแพทย์ และความเป็นมิตรของสังคมไทย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกยังคงเลือกประเทศไทย”

พญ.สิรินทรา กล่าวและว่า แม้หลายคนจะมองการยืนยันเพศสภาพในมิติของสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางสังคม แต่ในเชิงเศรษฐกิจ ตลาดบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้รับบริการไม่ได้สร้างรายได้จากการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว แต่ยังต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งการติดตามระดับฮอร์โมน การตรวจสุขภาพเฉพาะทาง การดูแลสุขภาพจิต การดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ และการตรวจคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้อง

ส่งผลให้ผู้รับบริการหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับระบบสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี อีกทั้งยังก่อให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการด้าน Wellness ทำให้หลายประเทศเริ่มมอง LGBTQ+ Healthcare เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรม Medical Tourism

อย่างไรก็ตาม พญ.สิรินทรา ระบุว่า การดูแลผู้ข้ามเพศไม่สิ้นสุดเพียงหลังการผ่าตัด แต่จำเป็นต้องได้รับการติดตามสุขภาพตลอดชีวิต ทั้งการใช้ฮอร์โมนระยะยาว การติดตามสุขภาพอวัยวะที่ได้รับการผ่าตัด การตรวจคัดกรองโรคตามช่วงวัย และการดูแลสุขภาพจิต

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลยันฮีจึงพัฒนาระบบติดตามผลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดตั้งทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยศัลยแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ สูตินรีแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสนับสนุนที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง

สำหรับความท้าทายของประเทศไทย พญ.สิรินทรา มองว่ายังมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง โดยเฉพาะศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพและจิตแพทย์ที่มีความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ รวมถึงกฎหมายและระบบประกันสุขภาพที่ยังไม่สามารถรองรับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการได้อย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ เสนอให้ประเทศไทยเร่งขับเคลื่อน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทาง การสนับสนุนงานวิจัยและองค์ความรู้ด้าน LGBTQ+ Healthcare การสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและกฎหมายที่เอื้อต่อความเท่าเทียม และการเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและประกันสุขภาพ เพื่อให้ผู้ข้ามเพศเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยมากขึ้น

สำหรับแผนระยะยาว โรงพยาบาลยันฮีเตรียมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงพื้นที่บริการ และขยายแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ อย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบลงทุนรวมมากกว่า 100 ล้านบาท ในช่วงปี 2566-2570

พญ.สิรินทรา กล่าวว่า เป้าหมายของโรงพยาบาลไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการ แต่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบบริการสุขภาพของไทย จากโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

พร้อมเชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถผสานจุดแข็งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และความเปิดกว้างทางสังคมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Pride Month ในอนาคตจะไม่เป็นเพียงเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจ แต่จะเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าให้กับสังคม และการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชีย อย่างเต็มรูปแบบ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน