บล.ทรีนีตี้ ประเมินตลาดหุ้นไทยวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ 1,598.11 จุด ลดลง 26.36 จุด หลัง DELTA ร่วงกว่า 7% กดดัชนี ขณะที่ต่างชาติ สถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิรวมกว่า 6.35 พันล้านบาท โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อยรองรับ พร้อมแนะติดตามทิศทางหุ้นเทคโนโลยีโลก ราคาน้ำมัน และกระแสเงินทุนต่างชาติ ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดในระยะสั้น
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่าภาวะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 30 ก.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ 1,598.11 จุด ลดลง 26.36 จุด หรือ 1.62% จากวันก่อนหน้า โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,587.29-1,616.06 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 112,047.42 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันหลักจากการปรับตัวลงของหุ้น DELTA ซึ่งลดลง 7.37% และเป็นหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดของตลาด ส่งผลกระทบต่อดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดต่างประเทศที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีเผชิญแรงขายจากความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการและระดับมูลค่าหุ้น
นอกจากนี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานต้นน้ำ แต่ก็เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานในสัดส่วนสูง
ด้านกระแสเงินทุน นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,739.41 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,191.43 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 3,424.73 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยในประเทศเข้าซื้อสุทธิ 6,355.57 ล้านบาท รับแรงขายจากนักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ในวันดังกล่าว
สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ DELTA มูลค่าซื้อขาย 11,119.74 ล้านบาท ปิดที่ 264.00 บาท ลดลง 7.37% รองลงมา TRUE มูลค่าซื้อขาย 8,388.14 ล้านบาท ปิดที่ 14.60 บาท เพิ่มขึ้น 5.04% ขณะที่ KBANK ปิดทรงตัวที่ 242.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 5,884.10 ล้านบาท ส่วน KTB ปิดที่ 42.75 บาท ลดลง 1.72% และ GULF ปิดที่ 65.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.77%
ปัจจัยที่กระทบตลาดวันนี้
1.DELTA ปรับตัวลงแรง ราคาหุ้นลดลง 7.37% พร้อมมูลค่าซื้อขายสูงสุดของตลาด การอ่อนตัวของหุ้นขนาดใหญ่ดังกล่าวมีส่วนกดดัชนีอย่างมีนัยสำคัญ
2.Sentiment หุ้นชิปและ AI เป็นลบ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดต่างประเทศถูกขายจากความกังวลด้านผลประกอบการและมูลค่าหุ้น ส่งผลลบต่อบรรยากาศลงทุนในหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยเฉพาะ DELTA
3.ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันผันผวน ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้อาจช่วยหนุนหุ้นพลังงานต้นน้ำ แต่เพิ่มความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและต้นทุนของกลุ่มขนส่ง ปิโตรเคมี และธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง
4. แรงขายจากนักลงทุนหลักสามกลุ่ม บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ต่างชาติ และสถาบันในประเทศขายสุทธิรวม 6,355.57 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนทั่วไปในประเทศเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด สะท้อนภาพลดความเสี่ยงของนักลงทุนมืออาชีพในวันนี้
หุ้นและกลุ่มที่มีผลต่อตลาด
หุ้นที่หนุนตลาด: TRUE เพิ่มขึ้น 5.04% และ GULF เพิ่มขึ้น 0.77% ช่วยลดแรงกดดันต่อดัชนีบางส่วน
หุ้นที่กดดันตลาด: DELTA ลดลง 7.37% เป็นแรงกดดันหลัก ขณะที่ KTB ลดลง 1.72%
หุ้นซื้อขายคึกคัก: DELTA และ TRUE มีมูลค่าซื้อขายสูงกว่าหุ้นตัวอื่นอย่างชัดเจน ส่วน KBANK ทรงตัวท่ามกลางมูลค่าซื้อขายสูง
สิ่งที่ต้องติดตามพรุ่งนี้
1. ทิศทางหุ้นเทคโนโลยีและชิปต่างประเทศ หากแรงขายยังดำเนินต่อ อาจกดดัน DELTA และ SET เพิ่มเติม
2. สถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน ความผันผวนของน้ำมันอาจส่งผลบวกต่อหุ้นสำรวจและผลิต แต่เป็นความเสี่ยงต่อต้นทุนของสายการบิน ขนส่ง ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้าบางประเภท
3. ดัชนีต้นทุนการจ้างงานสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ตัวเลขที่สูงกว่าคาดอาจหนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและกดดันสินทรัพย์เสี่ยง
4. Chicago Business Barometer และความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ข้อมูลมีกำหนดเผยแพร่คืนวันที่ 31 กรกฎาคม และอาจกระทบค่าเงินดอลลาร์ ผลตอบแทนพันธบัตร และบรรยากาศลงทุนทั่วโลก
5. กระแสเงินทุนต่างชาติและสถาบัน ต้องติดตามว่าแรงขายสุทธิจะต่อเนื่องหรือไม่ หลังวันนี้ต่างชาติและสถาบันขายสุทธิรวม 2,930.84 ล้านบาท
6. วันซื้อขายสุดท้ายของ INGRS ตลาดหลักทรัพย์แจ้งว่า 31 กรกฎาคม 2569 เป็นวันซื้อขายวันสุดท้ายของหลักทรัพย์ดังกล่าว นักลงทุนที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม
มุมมองตลาดวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ประเมิน SET ในวันที่ 31 ก.ค. 2569 ยังมีโอกาสผันผวนในกรอบ 1,587–1,616 จุด โดยแนวรับอยู่บริเวณ 1,587–1,590 จุด และแนวต้านบริเวณ 1,608–1,616 จุด ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ทิศทาง DELTA ตลาดหุ้นเทคโนโลยีต่างประเทศ ราคาน้ำมัน และกระแสเงินทุนต่างชาติ
หุ้นหรือกลุ่มที่ควรติดตาม
กลุ่มพลังงานต้นน้ำ: อาจได้แรงหนุนหากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อ
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: ยังเสี่ยงจากแรงขายหุ้นชิปและ AI ในตลาดโลก
กลุ่มสื่อสาร: ติดตามความต่อเนื่องของแรงซื้อใน TRUE หลังปรับขึ้นสวนตลาด