ล่มตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม สำหรับแนวคิดโครงการ “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ราคาประหยัด 40 บาท ของ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร และภาคเอกชน จนต้องชะลอการนำโครงการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนปรับรูปแบบโครงการให้เหมาะสมมากขึ้น
ประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากสังคมในวงกว้าง เพราะ “ข้าวแกง” เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทยในทุกระดับอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน เปรียบเสมือนดัชนีชี้วัดภาระค่าครองชีพของประชาชน การเปลี่ยนแปลงราคาข้าวแกงย่อมส่งผลโดยตรงต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง
แม้กระทรวงพาณิชย์จะชะลอนำโครงการเข้าคณะรัฐมนตรี แต่นางศุภจียืนยันว่าไม่ได้ยกเลิกแต่ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปออกแบบรูปแบบให้เหมาะสม พร้อมทั้งอธิบายกับสังคมว่าแนวคิดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากข้อเรียกร้องประชาชนที่ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดูแลปัญหาค่าครองชีพ
♦ ข้าวแกงสะท้อนแรงกดดันค่าครองชีพ
สาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นแก้ปัญหาราคาข้าวแกง เนื่องจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ชี้ชัดว่า ราคาข้าวแกงทั่วประเทศกำลังทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปรับเพิ่ม 5-10 บาทต่อจาน ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และยังดันให้เงินเฟ้อ เดือนมิ.ย.2569 ให้ปรับเพิ่มขึ้น 2.42% ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดย 7 เมนูอาหารที่มีการปรับราคาสูงขึ้น คือ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊วและราดหน้า ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และข้าวราดผัดกะเพรา จากรายการสำรวจทั้งหมด 1,535 รายการ พบว่ามีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 438 รายการ หรือ 28.53% โดยมีทั้งการปรับขึ้น 5 บาท จำนวน 182 รายการ และปรับขึ้น 10 บาท จำนวน 244 รายการ ขณะที่บางรายการปรับเพิ่มขึ้นจากราคาเดิมในระดับ 8.33% ถึง 33.33% เช่น ส้มตำที่ปรับจาก 30 บาท เป็น 40 บาท สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาข้าวแกงแพงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
♦ เปิดทางทบทวนโมเดลใหม่
หลังจากชะลอโครงการ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เปิดหารือกับผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านธงฟ้า ตลาดสดที่มีร้านข้าวแกง รวมถึงสมาคมภัตตาคารไทย เพื่อรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินโครงการ เพื่อหาคำตอบว่า ปัจจุบันร้านข้าวแกงมีปัญหาอะไร ต้องการให้ภาครัฐควรเข้าไปช่วยเหลือในจุดใด จึงจะสามารถลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
ระหว่างนี้ ผู้บริโภคจึงต้องติดตามความชัดเจนจากกระทรวงพาณิชย์ว่า “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” เวอร์ชั่นใหม่จะออกมาในรูปแบบใด มีเงื่อนไขอย่างไร และจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด รวมถึงมาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด
♦ โจทย์การออกแบบนโยบาย
หากมองในเชิงนโยบาย แนวคิด “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” ถือเป็นแนวคิดที่มีเป้าหมายชัดเจนที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะในระยะสั้น เนื่องจากเป็นรายจ่ายจำเป็นที่ประชาชนต้องจ่ายทุกวัน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าแนวคิดคือการออกแบบนโยบายให้รอบคอบและรัดกุม ให้มองปัญหาอย่างรอบด้านและคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ทั้งผู้บริโภคผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานอาหาร
การแก้ปัญหาราคาข้าวแกงให้ตรงจุดจึงควรเริ่มจาก “ต้นทุน” มากกว่าการกำหนด “ราคาขาย” โดยหลายฝ่ายเสนอว่า กระทรวงพาณิชย์ควรจัดทำมาตรการลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการร้านข้าวแกง ซึ่งต้นทุนของร้านอาหารประกอบด้วยหลายปัจจัย ทั้งราคาวัตถุดิบอาหารสด เครื่องปรุงรส ค่าแรง ค่าเช่าพื้นที่ ค่าพลังงาน และค่าขนส่ง
หากภาครัฐสามารถเข้าไปลดต้นทุนในส่วนเหล่านี้ได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างและมีโอกาสสร้างความยั่งยืนมากกว่าการเข้าไปควบคุมราคาขายเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลง ก็จะสามารถกำหนดราคาจำหน่ายในระดับที่เหมาะสมได้ โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระจากการขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง
♦ ลดต้นทุนวัตถุดิบ-พลังงาน
สำหรับแนวทางที่ภาครัฐสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ในทันที คือการเชื่อมโยงผู้ประกอบการร้านอาหารกับแหล่งวัตถุดิบราคาพิเศษ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ น้ำมันพืช และข้าวสาร เพื่อให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสมและลดต้นทุนการจัดซื้อ
ขณะเดียวกัน ในด้านพลังงาน ภาครัฐอาจหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณามาตรการช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า หรือจัดหาแก๊สหุงต้มในราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่ต้นทุนบางรายการ เช่น ค่าเช่าพื้นที่และค่าแรง อาจเป็นปัจจัยที่ภาครัฐเข้าไปดูแลได้จำกัด จึงอาจต้องใช้มาตรการอื่นเข้ามาช่วยเสริม
♦ ราคาเดียวทั่วไทยไม่ตอบโจทย์
นอกจากการลดต้นทุนแล้ว สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ต้องระวังคือ การออกแบบมาตรการไม่ให้เข้าไปบิดเบือนกลไกตลาด โดยเฉพาะการกำหนดราคาข้าวแกงราคาประหยัดในระดับเดียวกัน ทั่วประเทศ กรณีแนวคิดข้าวแกงราคาประหยัดครั้งนี้ที่กำหนดราคาจานละ 40 บาท เกิดคำถามตามมาว่า ราคา เหมาะสมกับทุกพื้นที่หรือไม่ เพราะในความเป็นจริง ราคาข้าวแกงในแต่ละจังหวัดและแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามต้นทุน ทั้งราคาวัตถุดิบ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าแรง และกำลังซื้อของผู้บริโภค
บางพื้นที่ยังมีร้านข้าวแกงจำหน่ายในราคาต่ำกว่า 40 บาทอยู่แล้ว หากภาครัฐกำหนดราคาอ้างอิงที่ 40 บาท อาจเกิดผลในทางตรงกันข้าม คือร้านที่เคยจำหน่ายในราคาต่ำกว่าอาจปรับราคาขึ้นมาใกล้ระดับดังกล่าว ส่งผลให้มาตรการที่ตั้งใจลดค่าครองชีพกลับกลายเป็นแรงผลักให้ราคาข้าวแกงบางพื้นที่สูงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
ประเด็นนี้สะท้อนจากกรณีของ นางจงใจ กิจแสวง หรือ “เจ๊จง” เจ้าของร้านหมูทอดชื่อดัง ซึ่งออกมาให้ความเห็นว่าราคาข้าวแกง 40 บาทอาจสูงเมื่อเทียบกับต้นทุนของร้านที่สามารถจำหน่ายได้ในราคาต่ำกว่านั้น โดยระบุว่า ร้านของเธอจำหน่ายข้าวแกงในราคา 32 บาท และมีรูปแบบราคาที่ต่ำกว่านั้นสำหรับการซื้อกลับบ้านหรือการราดข้าว โดยข้าวราด 1 อย่างอยู่ที่ 27 บาท และ 2 อย่างอยู่ที่ 37 บาท สะท้อนว่า ต้นทุนและโครงสร้างราคาของร้านอาหารแต่ละแห่งมีความแตกต่างกัน การกำหนดราคาข้าวแกงราคาประหยัดในระดับเดียวกันทั่วประเทศจึงอาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมกับทุกพื้นที่
บทเรียนจาก “ข้าวแกงไทยช่วยไทย” สะท้อนว่า การแก้ปัญหาค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ต้องมองให้ไกลกว่าการกดราคาปลายทาง แต่ควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและไม่บิดเบือนกลไกตลาด เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่เพียงทำให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าราคาถูก แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการอยู่รอดและเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน