เอกชน ชี้รัฐบาลนิ่ง ลงทุนต่างชาติฟื้น แนะเร่งยกระดับ SME เข้าห่วงโซ่สีเขียว
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ในการเสวนาหัวข้อ Thailand’s Future of Engineering & Industries ภายในงาน The INTANIA Forum: SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่ ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ภาคเอกชนได้สะท้อนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมา หลังสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น เงินทุนเริ่มไหลเข้า ตลาดทุนฟื้นตัว และคำขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นชัดเจน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติกังวลต่อเสถียรภาพการเมืองไทย แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากตลาดหุ้น เงินทุนเคลื่อนย้าย และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์
ทั้งนี้ ตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เติบโตสูงมาก สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพดึงเงินลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ แต่โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่แค่การมีโรงงาน EV หรือดาต้าเซ็นเตอร์ หากต้องต่อยอดไปสู่การจ้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน ธุรกิจซอฟต์แวร์ พลังงาน และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่
นางสาวขัตติยา กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้ระเบียบโลกใหม่ ต้องอาศัยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เข้าใจยุทธศาสตร์ประเทศ และมีเวลาพอในการแก้กฎระเบียบซ้ำซ้อน เพราะหลายเรื่องไม่สามารถเห็นผลได้ภายในช่วงสั้น
ขณะที่นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) กล่าวว่า อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เริ่มปรับตัวและแข่งขันได้ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือ SME ในซัพพลายเชน ซึ่งเข้าถึงเงินทุนและเทคโนโลยียากกว่า มีต้นทุนการเงินสูงกว่า และมีโอกาสลองผิดลองถูกน้อยกว่าบริษัทใหญ่
ทั้งนี้ หาก SME ไม่รอด บริษัทใหญ่ก็ลำบาก เพราะต้องพึ่งซัพพลายเชนต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลและบริษัทขนาดใหญ่จึงต้องช่วยกันยกระดับ SME ไทย ทั้งการลดต้นทุนพลังงาน การใช้โซลาร์ การปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว และการสร้างคาร์บอนเครดิต
SCG ยังมองว่า ไทยควรสร้างฐานตลาดในประเทศให้แข็งแรง และขยายสู่ระดับอาเซียน เพื่อให้ตลาดใหญ่พอแข่งขันกับภาวะกำลังผลิตล้นเกินจากจีน โดยไทยสามารถวางบทบาทเป็นฐานผลิตสินค้าพรีเมียม ขณะที่ใช้จุดแข็งของประเทศเพื่อนบ้านในระบบผลิตภูมิภาค
ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พลังงานเป็นเงื่อนไขสำคัญของความเชื่อมั่นและขีดแข่งขันประเทศ โดยไทยต้องบริหาร 3 ด้านพร้อมกัน คือความมั่นคง ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้
อย่างไรก็ตาม ไทยบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ดีขึ้นจากการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง พร้อมเดินหน้าโซลาร์ สมาร์ทกริด พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีใหม่ เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และอุตสาหกรรมใหม่อย่างดาต้าเซ็นเตอร์