วิศวกรรมสถานฯ จี้ปฏิรูป มอก.เหล็ก สกัดจุดอ่อนเตา IF ดันต้นทุนพุ่ง แลกมาตรฐานความปลอดภัยสากล ยกขีดความสามารถอุตสาหกรรมแข่งขัน
รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยว่า การปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมจับตา เพราะนอกจากจะยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารแล้ว ยังอาจเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันของผู้ผลิตเหล็กทั้งระบบ โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้เตาหลอม Induction Furnace (IF) ซึ่งอาจต้องลงทุนเพิ่มเพื่อให้ผ่านมาตรฐานใหม่
มาตรฐาน มอก.ปี 2559 ไม่ได้เปิดทางให้ใช้เตาหลอม IF อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่กำหนดมาตรการควบคุมด้านเทคนิคและสิ่งแวดล้อมไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งการควบคุมคุณภาพเศษเหล็ก การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี การทำ Refining Process และการหล่อแบบต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพเหล็กและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ คือการกำกับดูแลและการบังคับใช้มาตรฐานยังไม่เข้มงวด ทำให้ผู้ผลิตบางส่วนสามารถผลิตเหล็กต้นทุนต่ำได้โดยไม่ลงทุนระบบควบคุมคุณภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนตามมาตรฐาน
โดยสาเหตุที่หลายประเทศในอาเซียนยังใช้เตาหลอม IF เพราะจีนทยอยยกเลิกเทคโนโลยีดังกล่าวจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้เครื่องจักรถูกส่งออกมายังประเทศกำลังพัฒนาในราคาต่ำ ผู้ประกอบการจึงเริ่มธุรกิจได้ด้วยเงินลงทุนต่ำกว่าระบบ Electric Arc Furnace (EAF)
รศ.เอนก กล่าวว่าแต่หากโรงงาน IF ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน รวมถึงติดตั้งระบบ Refining ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับระบบ EAF ส่งผลให้ข้อได้เปรียบด้านราคาหายไป และการแข่งขันจะกลับมาอยู่ที่ประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า มากกว่าการลดต้นทุนจากการใช้เทคโนโลยีราคาถูก
ในอีกด้านหนึ่ง การยกระดับมาตรฐานอาจเพิ่มภาระการลงทุนให้ผู้ประกอบการบางราย โดยเฉพาะโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็กที่ใช้เตา IF ซึ่งอาจต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือเปลี่ยนเทคโนโลยี ขณะที่ผู้ผลิตที่ลงทุนในระบบ EAF อยู่แล้วจะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น
“ทางออกที่เหมาะสมไม่ใช่การสั่งห้ามใช้เตาหลอม IF ทั้งหมด แต่ควรใช้แนวทาง Class Partitioning หรือการแบ่งมาตรฐานตามลักษณะการใช้งาน เช่น กำหนดให้โครงสร้างอาคารสูง อาคารสาธารณะ หรืออาคารในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหว ใช้เหล็กที่ผ่านมาตรฐานระดับสูง ส่วนงานก่อสร้างทั่วไปสามารถใช้เหล็กอีกมาตรฐานหนึ่งได้ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นำมาใช้”
นอกจากนี้ ยังเสนอให้จัดตั้งระบบ วิศวกรอิสระขึ้นทะเบียน เข้าตรวจสอบโรงงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ลดภาระภาครัฐ และสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ผลิตทุกแห่งปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากมาตรฐานใหม่สามารถบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อคุณภาพเหล็กไทย ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาคาร และยกระดับการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว แม้ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านก็ตาม เพราะท้ายที่สุดต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในอนาคต