ไปรษณีย์ไทย ก้าวสู่ปีที่ 144 ปีปรับครั้งใหญ่ ปักธงกลยุทธ์ “RelationSHIFT” ก้าวสู่ แบรนด์ไลฟ์สไตล์โลจิสติกส์ เดินหน้าบริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ สู้ศึกแข่งขันรุนแรง
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ก้าวสู่ 144 ปี พร้อมปักกลยุทธ์ RelationSHIFT เดินหน้าขยับทุกความสัมพันธ์ สู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ พร้อมรุกขับเคลื่อนองค์กรสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์โลจิสติกส์ (Lifestyle Logistics Brand) ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และภาครัฐ ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ เพื่อสร้างการเดิบโตได้อย่างครอบคลุมทุกมิติ
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยมีบทบาทสำคัญในการยกระดับสู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ ด้วยเครือข่ายบริการกว่า 50,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งไม่เพียงรองรับการขนส่งและการสื่อสาร แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และประชาชนให้เข้าถึงตลาดดิจิทัล บริการภาครัฐ และโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง
โดยกระทรวงฯ พร้อมผลักดันให้ไปรษณีย์ไทยทำหน้าที่เป็นพันธมิตรหลักของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ โดยนำร่องสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำความร่วมมือในการส่งเสริมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสูตลาด ผ่านศักยภาพเครือข่ายและแพลตฟอร์ม Thailandpostmart สร้างโอกาสใหม่ให้สินค้าตัวท็อปทั่วไทย สินค้า made in Thailand และผู้ประกอบการ SME ทั่วประเทศ
นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ใช้บริการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การแข่งขันในธุรกิจโลจิสติกส์ที่รุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา
ไปรษณีย์ไทยจึงปรับกลยุทธ์ใหม่ ผ่านกลยุทธ์ RelationSHIFT เพื่อปรับรูปแบบการสร้างการเติบโตขององค์กร จากการขับเคลื่อนด้วยปริมาณการขนส่ง เป็นการสร้างคุณค่าจากข้อมูล ความเข้าใจผู้ใช้บริการและความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อสร้างผลกำไรและการเติบโตของรายได้ที่เพิ่มขึ้น
โดยนำระบบ CRM ข้อมูล และทุก Touch Point มาต่อยอดเป็นบริการโชลูชันใหม่ และโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างแม่นยำ พร้อมเปลี่ยนการเติบโตจาก Volume-Based Growth & Value-Based Growth เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ RelationSHIFT ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ไปรษณีย์ไทยได้กำหนดแผนขับเคลื่อนองค์กรในช่วงปี 2569-2570 ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1.Trusted Data-Driven Infrastructure การยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูล เทคโนโลยี AI และระบบการดำเนินงาน Customer-Centric Growth
2.Enabler การต่อยอดข้อมูลและความเข้าใจผู้ใช้บริการ เพื่อพัฒนาบริการและสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า ผู้ประกอบการ และพันธมิตร
และ 3.National Trust-Based Social Infrastructure การยกระดับเครือข่ายและความเชื่อมั่น สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคมที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
“ไปรษณีย์ไทยจะนำความเชี่ยวชาญของบุคลากรในพื้นที่หรือบุรุษไปรษณีย์มารวบรวมข้อมูลเชิงลึกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อระบุพิกัดและเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ส่งต่อข้อมูลและสินค้า ทำให้พันธมิตรสามารถขยายตลาดลงลึกถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยเข้าถึงมาก่อน“
นายดนันท์ กล่าวว่า Lifestyle Logistics Brand คือเป้าหมายการเติบโตระยะต่อไปของไปรษณีย์ไทย ที่มุ่งยกระดับบทบาท จากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สู่ผู้เชื่อมโยงสินค้า บริการ ข้อมูล และโอกาสทางธุรกิจ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจของคนไทย พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจไทยอย่างยังยั่งยืน
สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 51.33% รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86% สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ช จากปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 22,172.57 ล้านบาท
นายเอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ในปีนี้ ไปรษณีย์ไทยพร้อมเดินหน้ายกระดับทิศทางองค์กร ภายได้แนวคิด POSTsible Next ซึ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน 4 แนวทางสำคัญ คือ
1.POSTsible Productivity การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ศักยภาพของเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด
2.POSTsible People การสร้างโอกาสและยกระดับการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ
3.POSTsible Planet การดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม
และ4. POSTsible Positive Impact การต่ออดศักยภาพขององค์กรเพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม