ส.อ.ท. เผยผลสำรวจ 72.5% หนุนไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลาง Data Center เชื่อดัน AI-Cloud ยกระดับเศรษฐกิจ แนะเร่งแก้ข้อจำกัดน้ำ-ค่าไฟ คุมผลกระทบทรัพยากร

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า การลงทุน Data Center มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ รองรับการพัฒนาเทคโนโลยี Cloud, AI และ Big Data ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการลงทุนจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 51 ประจำเดือนก.ค.2569 ภายใต้หัวข้อ “มุมมองภาคอุตสาหกรรมต่อการลงทุน Data Center ในไทย” พบว่า ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เห็นว่าการลงทุน Data Center มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยในระดับมากถึงมากที่สุด รวม 72.5%

โดยประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคมมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ระบบไฟฟ้าและความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะที่กฎหมายและการคุ้มครองข้อมูล รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังเป็นด้านที่ต้องเร่งพัฒนา

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ผู้บริหารส่วนใหญ่มองว่า Data Center จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สนับสนุนการใช้ Big Data, AI, IoT และระบบอัตโนมัติ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต

ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ทั้งงานก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์ ตลอดจนงานบริหารจัดการและบำรุงรักษา ซึ่งจะช่วยสร้างงานทักษะสูงและมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนาร่วมกับภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาไทย ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI, Cloud และ Data Analytics

การสนับสนุนผู้ประกอบการดิจิทัลและสตาร์ทอัพไทยให้สามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ บริการ และแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงกับ Data Center เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย และพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศให้เข้มแข็ง พร้อมลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารส่วนใหญ่ ยังมีความกังวล เกี่ยวกับปริมาณน้ำในพื้นที่ ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การแย่งใช้ทรัพยากรกับภาคอุตสาหกรรมและชุมชน เพิ่มภาระต่อโครงสร้างพื้นฐาน กระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้ใช้กลุ่มอื่นสูงขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมาย มาตรฐาน และระบบกำกับดูแลที่ยังไม่ชัดเจนหรือไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการยอมรับของประชาชน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน