หอการค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจ ก.ค. ต่ำสุดรอบ3ปี เหตุกำลังซื้อหด-เศรษฐกิจไม่ฟื้น
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ ม.หอการค้าไทยเปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ) เดือนก.ค.2569ว่า อยู่ที่41.5 ปรับตัวขึ้น0.1จุดจากเดือนก่อนหน้า และทำสถิติต่ำสุดในรอบ35เดือน หรือ3ปี เนื่องจากภาคธุรกิจมองว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้น การท่องเที่ยวยังโตไม่โดดเด่น ทำให้กำลังซื้อยังเปราะบาง จากรายได้ไม่เพิ่มขึ้นและยังมีภาวะหนี้ครัวเรือนสูง
รวมทั้งประสบปัญหาถูกทุ่มตลาดจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารทำให้ยอดขายภาคธุรกิจตกลง นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งไฟฟ้า และน้ำมันทำให้กำไรลดลงและส่งผลกระทบไปยังสภาพคล่อง ขณะที่การเข้าถึงสินเชื่อยังมีปัญหา
“จะเห็นชัดเจนว่าการคาดการณ์เศรษฐกิจในอนาคตอีก 6เดือนข้างหน้าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าแย่ลงเกือบทุกรายการ ทั้ง เศรษฐกิจโดยรวม การบริโภค การท่องเที่ยว ภาคเกษตรการค้า และอุตสาหกรรม ยกเว้น ภาคบริการ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่ดีขึ้นจนถึงปลายปี ”
นายธนวรรธน์กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนก.ค. 2569 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือน จากระดับ 50.7 เป็น 51.8 จากแรงหนุนมาตรการไทยช่วยไทยพลัส รวมทั้งราคาน้ำมันเริ่มคลี่คลายมากขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรเช่นข้าว เริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ค่าดัชนียังต่ำกว่า 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพยังสูง ขณะที่ปัญหาสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคลี่คลายยังมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงขาขึ้น คาดว่าการบริโภคจะจะฟื้นตัวต่อเนื่อง ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งได้แรงกระตุ้นจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และหากสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน คลี่คลาย ราคาน้ำมันลดลง ราคาพืชผลทางการเกษตรหลักปรับตัวอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่ผ่านมา คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 2-2.5%”
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไทยยังมีความเปราะบางจากปัญหาภาระต้นทุนความผันผวนของน้ำมันเชื้อเพลิง การขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะปัญหาถูกสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาดซึ่งเริ่มรุนแรงมากขึ้นนั้น รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากทุนต่างชาติเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดจากสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมโดยเร็ว รวมทั้ง บริหารจัดการต้นทุนของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะราคาน้ ามันเชื้อเพลิงให้เหมาะสม รวมทั้ง สร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ า หรือให้ความรู้และการเข้าถึงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี