แอลจี มองตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ปี 2569 มูลค่า 8 หมื่นล้านบาท รับแรงหนุนอากาศร้อนยาว ความต้องการสินค้าไซส์ใหญ่และเทคโนโลยี AI แม้กำลังซื้อยังเป็นแรงกดดัน ขณะที่แอลจีครึ่งปีแรกทำยอดขาย 8 พันล้านบาท โตเกือบ 10% เดินหน้าสู่เป้าหมายทั้งปี 1.8 หมื่นล้านบาท โต 10%

วันที่ 13 ส.ค. 2569 นายอำนาจ สิงหจันทร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา แต่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังมีโอกาสเติบโต เนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ผู้บริโภคจึงยังมีความต้องการซื้อ

เพียงแต่พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบราคาและคุณสมบัติผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ขณะเดียวกันไม่ได้มองเฉพาะสินค้าราคาถูก แต่พร้อมจ่ายเพิ่ม หากได้รับคุณภาพ เทคโนโลยี และประสบการณ์ใช้งานที่ตอบโจทย์มากกว่า

สำหรับโครงสร้างตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ในไทยปี 2569 แอลจีประเมินว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศมีมูลค่าประมาณ 24,000 ล้านบาท ตลาดทีวีประมาณ 19,000 ล้านบาท ตลาดตู้เย็นประมาณ 16,000 ล้านบาท และตลาดเครื่องซักผ้าประมาณ 15,800 ล้านบาท ซึ่งรวมกันคิดเป็นตลาดหลักของเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ขณะที่ภาพรวมตลาดอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท

นายอำนาจกล่าวว่า ปัจจัยบวกสำคัญในปีนี้มาจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะอากาศร้อนที่กินระยะเวลานานขึ้น แม้เข้าสู่ฤดูฝน แต่อุณหภูมิยังปรับตัวสูงและมีช่วงฝนตกสลับอากาศร้อน ทำให้ความต้องการเครื่องปรับอากาศและสินค้ากลุ่มทำความเย็นยังอยู่ในระดับที่ดี และมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าปีก่อน ซึ่งปีที่ผ่านมาตลาดกลุ่มดังกล่าวชะลอตัวจากสภาพอากาศที่ร้อนไม่ต่อเนื่อง

นอกจากอากาศแล้ว เทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการสินค้าที่มีเทคโนโลยีมากขึ้น เป็นอีกแรงขับเคลื่อนตลาด โดยเฉพาะทีวี ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกกลุ่มพรีเมียมมีอัตราการเติบโตประมาณ 30% สะท้อนว่าผู้บริโภคบางกลุ่มยังมีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเพื่อแลกกับความสะดวก คุณภาพ และเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ผู้บริโภคใช้เวลาศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจมากขึ้น รวมถึงต้นทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิปที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนผู้ประกอบการ โดยในส่วนของแอลจีได้มีการวางแผนและบริหารซัพพลายล่วงหน้าเพื่อควบคุมต้นทุนและบริหารสินค้า รวมถึงพยายามรักษาระดับราคาเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของสินค้าได้ง่ายขึ้น

LG ครึ่งปีแรกยอดขาย 8 พันล้าน

สำหรับแอลจี ประเทศไทย ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัททำยอดขายได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท เติบโตเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ตั้งเป้ายอดขายทั้งปีไว้ที่ 18,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% โดยบริษัทมองว่าผลงานครึ่งปีแรกเป็นไปตามแผน และมีโอกาสเดินหน้าสู่เป้าหมายที่วางไว้

ขณะที่ธุรกิจ B2B เติบโตประมาณ 12% โดยเฉพาะกลุ่มระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (HVAC) และจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ (Information Display) ส่วนธุรกิจ LG Subscription มีจำนวนผู้ใช้บริการเติบโตมากกว่า 2 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการตอบรับต่อรูปแบบการเป็นเจ้าของสินค้าและบริการดูแลระยะยาว

นายอำนาจกล่าวว่า แผนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ “LG Make It Yours. Make It Easy.” ให้ทุกวันง่ายขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้เป็นตัวเองมากขึ้น โดยบริษัทต้องการเปลี่ยนบทบาทจากผู้จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าไปสู่การเป็น Smart Life Solution Company ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระและเวลาของผู้บริโภค

กลยุทธ์หลักประกอบด้วย Easy to Own, Easy to Live และ Easy to Trust โดย Easy to Own จะมุ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น ผ่านเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายกว่า 950 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่การขยายช่องทาง Direct-to-Consumer หรือ D2C ผ่าน LG.com และการขยายผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบ Subscription เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการจ่ายเงินก้อน โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

ด้าน Easy to Live บริษัทจะผลักดันเทคโนโลยี AI in Action ให้เป็นหัวใจของผลิตภัณฑ์ โดย LG พัฒนา AI มาแล้วประมาณ 7-8 ปี และนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์หลายประเภท ทั้งทีวี เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้สินค้าเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้และสามารถทำงานอัตโนมัติได้มากขึ้น ขณะที่แอปพลิเคชัน LG ThinQ มีผู้ใช้งานจริงมากกว่า 1 ล้านราย

ส่วน Easy to Trust จะเน้นยกระดับบริการหลังการขายผ่าน LG Best Care ทั้งการพัฒนาทักษะทีมช่าง การขยายเวลาให้บริการถึง 21.00 น. ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงระบบ Smart Diagnosis ที่ช่วยให้ผู้บริโภควิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นผ่านแอปพลิเคชัน และสิทธิประโยชน์ Worry-Free Maintenance สำหรับลูกค้า Subscription

นอกจากนี้ แอลจียังเดินหน้าขยายตลาดสินค้าพรีเมียม ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตโดดเด่น โดยสินค้าพรีเมียมของบริษัทเติบโตประมาณ 30% ในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มทีวี OLED และผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ยังเป็นตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญ เพื่อรองรับผู้บริโภคที่ต้องการเทคโนโลยีและประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

สำหรับช่องทางออนไลน์คาดว่ายอดขายผ่านออนไลน์จะมีการเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเป็น Omnichannel มากขึ้น โดยบริษัทจะบริหารทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ให้เชื่อมต่อกัน พร้อมจัดเตรียมสินค้า รุ่น และขนาดให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่องทาง

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญคือ LG Subscription ซึ่งปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 2 และกำลังมุ่งสู่ปีที่ 3 ในประเทศไทย โดยบริษัทมองว่าโมเดลดังกล่าวช่วยลดภาระการจ่ายเงินก้อน ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าพรีเมียมได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวผ่านบริการดูแลสินค้า โดยปัจจุบันมีลูกค้า Subscription มากกว่า 40,000 ราย ซึ่งช่วงครึ่งแรกของปีนี้เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 2 เท่า และทั้งปีเชื่อว่าจะทำได้เกินเป้าหมายที่ 50,000 ราย แน่นอน

โดยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี บริษัทเตรียมจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโปรโมชั่นฉลองครบรอบ 38 ปีในประเทศไทย ในเดือนส.ค. และ ก.ย.นี้ รวมถึงการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และกิจกรรมสร้างประสบการณ์กับผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี

นอกจากนี้หากมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อเพิ่มเติมจากภาครัฐ อย่างช้อปดีมีคืน จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีมูลค่าต่อการซื้อสูง และปลายปีนี้ถือเป็นช่วงที่ผู้บริโภคเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่

ขณะเดียวกันบริษัทจะใช้จุดแข็งของการเป็น แบรนด์เกาหลี สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยเน้นภาพลักษณ์ เทคโนโลยี คุณภาพ และนวัตกรรม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว พร้อมเดินหน้าสร้างแบรนด์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรมและวัฒนธรรมเกาหลี เพื่อเพิ่มการจดจำและความเชื่อมั่นในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน