ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ชี้ตลาดโรงแรมไทยเปลี่ยนจากแข่งเพิ่มยอดเข้าพัก สู่การบริหาร “คุณภาพรายได้” หลังต้นทุนพุ่ง-โรงแรมใหม่กดดัน แม้กรุงเทพฯ อัตราเข้าพักแตะ 76.2% แต่ RevPAR ลด 0.6% ขณะที่ภูเก็ตแม้ผู้เข้าพักลด แต่ RevPAR โต 1.1% สะท้อนผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารราคา รายได้เสริม และต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถทำกำไร
นายคาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดโรงแรมไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านจำนวนผู้เข้าพัก สู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพรายได้มากขึ้น หลังผู้ประกอบการเผชิญทั้งการแข่งขันจากโรงแรมใหม่ ต้นทุนดำเนินงานที่สูงขึ้น และพฤติกรรมนักเดินทางที่เปลี่ยนไป ทำให้อัตราการเข้าพักเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างรายได้และกำไร
ทั้งนี้ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 15.87 ล้านคน ลดลง 4.9% จากปีก่อน แต่ผลดำเนินงานโรงแรมแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยกรุงเทพฯ ได้แรงหนุนจากตลาดธุรกิจ MICE การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ตลาดในประเทศ การช้อปปิ้ง และกิจกรรมระดับนานาชาติ ส่งผลให้อัตราเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มเป็น 76.2%
“โรงแรมที่มีอัตราการเข้าพักสูงอาจไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า หากไม่สามารถรักษาราคาห้องพัก บริหารต้นทุน หรือสร้างรายได้จากบริการอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายคาร์ลอสกล่าว
ข้อมูลสะท้อนว่า กรุงเทพฯ มีอัตราเข้าพักเพิ่ม 1.1 เปอร์เซ็นต์ แต่ อัตราห้องพักเฉลี่ยต่อห้อง (ADR) ลดลง 2.1% ส่งผลให้ รายได้ห้องพักเฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ลดลง 0.6% ขณะที่ภูเก็ตมีอัตราเข้าพักลดลง 3.2 เปอร์เซ็นต์ แต่ ADR เพิ่ม 5.3% และ RevPAR เติบโต 1.1% สะท้อนว่าการบริหารราคาและการสร้างมูลค่ามีความสำคัญต่อผลประกอบการมากกว่าการเพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากการเกิดขึ้นของโรงแรมใหม่และการที่นักท่องเที่ยวสามารถเปรียบเทียบราคา คุณภาพ และประสบการณ์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายขึ้น กดดันโรงแรม โดยเฉพาะกลุ่ม Upscale เผชิญแรงกดดันด้านราคามากกว่ากลุ่มที่สามารถสร้างความแตกต่างของแบรนด์หรือประสบการณ์ได้
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงาน ทั้งการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสำหรับโรงแรมที่เข้าเกณฑ์ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ต้นทุนการจัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ (Distribution Costs) รวมถึงต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การรักษาอัตราการเข้าพักในระดับเดิม ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องบริหารรายได้แบบองค์รวม ตั้งแต่การกำหนดราคา การบริหารช่องทางการขาย การเพิ่มรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การจัดงานและกิจกรรม บริการด้านสุขภาพและเวลเนส ตลอดจนรายได้อื่นนอกเหนือจากการขายห้องพัก
สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย ประเมินว่า ความต้องการเข้าพักยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการเดินทางเพื่อธุรกิจ การประชุมและนิทรรศการ (MICE) การท่องเที่ยวระหว่างประเทศ และกิจกรรมขนาดใหญ่ในหลายพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของตลาดมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ได้แก่ ความสามารถในการรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ โครงสร้างของตลาดนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศ งบประมาณการเดินทางของภาคธุรกิจ ตลอดจนความคืบหน้าในการเปิดดำเนินการของโรงแรมใหม่
ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย มองว่า แม้แนวโน้มการท่องเที่ยวไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการฟื้นตัวของตลาดต่างประเทศบางกลุ่ม แต่ในระยะกลาง ความสำเร็จของธุรกิจโรงแรมจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) ความสามารถในการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ และประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน มากกว่าการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว