ลุ้นราคาหน้าปั๊ม…กบง. เห็นชอบนำผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น อีก 4,475 ล้านบาท ลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่น ต่อเนื่องอีก 31 วัน มีผล 16 ส.ค.-15 ก.ย.2569
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 0 บี 7 และบี 20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.-15 ก.ย.2569 คิดเป็นมูลค่า 4,475 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลต้นทุนในการกลั่นน้ำมันดิบจนได้มาซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 ราย ในช่วงวันที่ 1-31 ก.ค.2569 พบว่ามีผลประโยชน์ส่วนเกินเกิดขึ้นประมาณ 9,735 ล้านบาท ซึ่งได้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนประมาณ 2,815 ล้านบาท ไปใช้เป็นส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น ตามมติ กบง. เมื่อวันที่ 23 ก.ค.2569
“ส่งผลให้มีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 6,920 ล้านบาท ซึ่งได้นำมาใช้เป็นส่วนลดของราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มเติมอีก 31 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.-15 ก.ย.2569 จึงมีผลประโยชน์ส่วนเกินคงเหลือประมาณ 2,445 ล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการต่อไป”
โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ส่งผลให้สามารถนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นมาใช้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน รวมประมาณ 17,422 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกในช่วงเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนส.ค.2569 ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูปอาจเคลื่อนไหวในทิศทางที่แตกต่างกัน จากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในบางภูมิภาค
ขณะที่ สถานการณ์การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดนำมาสะท้อนในราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวน
นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาด และความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
“เราต้องการให้ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ค่าการกลั่นในช่วงที่อยู่ในระดับสูง ถูกนำกลับมาใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน”
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะยังคงติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมัน ต้นทุนการกลั่น และองค์ประกอบของราคา ณ โรงกลั่นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน