สนค. ประเมินความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านรอบใหม่ หากยืดเยื้ออาจดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น แต่เชื่อไทยรับมือได้จากกลไกกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพ หลังเงินเฟ้อครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1.08% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1–3%
วันที่ 14 ส.ค. 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบใหม่ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากยืดเยื้ออาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ
สำหรับประเทศไทยแม้ที่ผ่านมาจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ด้วยการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพของภาครัฐ ทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงนัก และสามารถรองรับความผันผวนระยะต่อไปได้โดยไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล
ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศระหว่างเข้าร่วมประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) รวมถึงข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ ลงนามร่วมกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้สิ้นสุดลงแล้ว
หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย เปิดฉากโจมตีทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลว่า หากไม่สามารถหาข้อยุติได้โดยเร็ว ภาวะอุปทานพลังงานตึงตัวอาจเป็นปัจจัยหนุนให้หลายประเทศเผชิญกับภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการปะทะในรอบแรกทำให้หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ
ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ระดับเงินเฟ้อจะแตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงาน และนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของแต่ละประเทศ
เช่น ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 จากตะวันออกกลาง ประกอบกับการอ่อนค่าต่อเนื่องของค่าเงินเปโซ ประชาชนในฟิลิปปินส์จึงมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง ขณะที่มาเลเซีย เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ (Net Energy Exporter) นำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิงในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก
ในส่วนของประเทศไทย ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อนมีส่วนทำให้ต้นทุนฝั่งต้นน้ำของไทยสูงขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปี โดยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สูงขึ้นร้อยละ 8.2 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่วนดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันที่ร้อยละ 11.1 (YoY)
แต่ด้วยนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงาน ที่มีส่วนช่วยให้ราคาพลังงานขายปลีกไม่ผันผวนรุนแรง
จนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสดังกล่าวสูงขึ้นร้อยละ 2.70 (YoY) และภาพรวมเงินเฟ้อของไทยช่วงครึ่งปีแรกสูงขึ้นไม่มากนักที่ร้อยละ 1.08 (AoA) โดยกลุ่มพลังงานสูงขึ้นร้อยละ 4.92 (AoA)
นายนันทพงษ์ ประเมินว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังมี
ความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป แต่สำหรับประเทศไทยที่มีกลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1–3
ประกอบกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร รวมถึงมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจ และบรรเทาค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพจนน่ากังวล
ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะต่อไป ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ ควรพิจารณาปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่การผลิต ขณะที่ประชาชนอาจพิจารณาเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า
ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว