AAV เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 รายได้ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 2% แม้ราคาน้ำมันพุ่ง 124% แตะ 183 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เดินหน้าปรับลดที่นั่ง 13% พร้อมเพิ่มค่าโดยสารเฉลี่ย 27% รักษาอัตราขนส่งผู้โดยสารในประเทศ 80% และลดต้นทุนนอกเหนือจากน้ำมัน 8%
วันที่ 14 ส.ค. 2569 บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสายการบินไทยแอร์เอเชีย (TAA) เผยผลประกอบการทางการเงินและผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 ปี 2569 แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่พุ่งสูงขึ้นและเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวของภูมิภาค แต่สายการบินได้ปรับแผนอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรด้วยการปรับลดปริมาณที่นั่ง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพทำกำไรต่อที่นั่งในเส้นทางบินที่มีศักยภาพ
บริษัทมีรายได้จากการขายเเละให้บริการ อยู่ที่ 10,046 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายบัตรโดยสาร เติบโต 6% อยู่ที่ 8,575 ล้านบาท ทั้งนี้สายการบินได้ปรับลดปริมาณที่นั่งลง 13% เหลือ 5.14 ล้านที่นั่ง โดยมุ่งเน้นไปที่ตลาดหลัก พร้อมปรับราคาค่าโดยสารเฉลี่ยสูงขึ้น 27% ซึ่งครอบคลุมภาระต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เพียงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ยังคงรักษายอดผู้โดยสารไว้ได้ที่ 4.03 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 124% แตะระดับ 183 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรวมเพิ่มขึ้น 43% เป็น 5,011 ล้านบาท แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะแรงกดดันด้านต้นทุน สายการบินยังสามารถทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ได้ที่ 25 ล้านบาท
โดยมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 2,326 ล้านบาท ซึ่งรวมผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจำนวน 293 ล้านบาท สำหรับการดำเนินงานหลักประจำไตรมาสขาดทุนอยู่ที่ 2,091 ล้านบาท ส่งผลให้มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานหลักในครึ่งปีแรกของปี 2569 อยู่ที่ 440 ล้านบาท
ในด้านการควบคุมต้นทุน สายการบินได้ตอกย้ำดีเอ็นเอสายการบินราคาประหยัดของแอร์เอเชีย ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่รวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิงลงอย่างเป็นรูปธรรม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 17% และค่าใช้จ่ายพนักงานลดลง 12% แม้ว่าต้นทุนรวมที่ไม่รวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจะลดลง 8% ผ่านวินัยทางการเงินที่เข้มงวด แต่ต้นทุนต่อหน่วยที่ไม่รวมค่าน้ำมันเชื้อเพลิง (“CASK ex-fuel”) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13% มาอยู่ที่ 1.43 บาท
ด้านผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความตรงต่อเวลา (OTP) ฟื้นตัวกลับมาแตะร้อยละ 88 โดยสายการบินยังคงรักษาตำแหน่งสายการบินภายในประเทศอันดับหนึ่งของไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ 37% พร้อมรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสารเส้นทางภายในประเทศที่ 80% นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการระดมทุน 3,815 ล้านบาท ผ่านการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในเดือนมิถุนายน 2569 ทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อยู่ที่ระดับ 1.1 เท่า
นายไพรัชล์ พรพัฒนนางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอเชีย เอวิเอชั่น และ บจ. ไทยแอร์เอเชีย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันโลก ทำให้เราปรับกลยุทธ์ในไตรมาส 2 โดยให้ความสำคัญกับสภาพคล่องทางการเงินเเละประสิทธิภาพในการสร้างกำไรในเส้นทางบินที่มีศักยภาพ ทั้งนี้เราได้ปรับเพิ่มราคาค่าโดยสารโดยเฉลี่ย เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เเท้จริงบางส่วน โดยยังสามารถรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสารภายในประเทศไว้ได้ที่ 80% ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดและเเบรนด์ที่เเข็งเเกร่งของเราได้อย่างดี
“สำหรับภาพรวมครึ่งปีหลัง สายการบินพร้อมกลับมาให้บริการอย่างรวดเร็ว หากราคาน้ำมันในตลาดปรับลดอยู่ในระดับคงที่ ซึ่งเรายังคงกลยุทธ์ปรับเเผนปริมาณที่นั่งตามสถานการณ์ในไตรมาสที่ 3 พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงราคาน้ำมัน ไว้ที่ 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล คิดเป็น 13% ของความต้องการใช้น้ำมันในไตรมาส”
“ในไตรมาสที่ 4 เราจะเพิ่มการใช้งานเครื่องบินในฝูงบินเป็น 52 ลำ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางช่วงวันหยุดปลายปี โดยสายการบินจะกลับมาให้บริการ 2 สนามบินที่กรุงเทพ ทั้งดอนเมืองเเละสุวรรณภูมิ รวมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศที่เคยหยุดบินชั่วคราวไปที่ดอนเมือง พร้อมรับโอกาสจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลและงานอีเวนต์ระดับนานาชาติเพื่อกระตุ้นยอดผู้โดยสาร โดยคาดว่าจะกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุดในไตรมาสสุดท้ายของปี” นายไพรัชล์กล่าว
ในด้านความยั่งยืน สายการบินยังคงเดินหน้าสร้างความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ปัจจุบัน ผู้โดยสารสามารถมีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง ผ่านการเลือกชดเชยการปล่อยคาร์บอน 50% หรือ 100% จากเที่ยวบินของตนในฟีเจอร์ ‘ชดเชยคาร์บอนภาคสมัครใจ’ บนแอปพลิเคชัน AirAsia MOVE ซึ่งรายได้จะถูกนำไปสนับสนุนโครงการลดการปล่อยคาร์บอนที่ได้รับการรับรองระดับโลก
นอกจากนี้ยังให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับชาติผ่านโครงการ ‘Aviation Thailand towards Net Zero 2050’
ขณะเดียวกัน ภายใต้ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สายการบินได้ขยายโครงการท่องเที่ยวชุมชน ‘Journey D’ ในแคมเปญ ‘Village to the World Season 5’ สู่พื้นที่อำเภอคลองหอยโข่งและสิงหนคร จังหวัดสงขลา เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง