ก.ล.ต. เปิดสถิติสำคัญไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2569 เผยผลิตภัณฑ์ลงทุนด้านความยั่งยืนยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง ตราสารหนี้กลุ่มยั่งยืนเสนอขาย 2.55 หมื่นล้านบาท ขณะที่ Thai ESG และ SRI Fund โต 89.05% และ 74.58% ตามลำดับ ด้านสินทรัพย์กองทุนรวมแตะ 6.16 ล้านล้านบาท พร้อมเดินหน้าปราบหลอกลงทุน บัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล และบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น

วันที่ 14 ส.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยสถิติสำคัญในช่วงไตรมาส 2 และครึ่งแรกของปี 2569 พบว่าภาพรวมตลาดทุนไทยที่ยังมีการเติบโต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งภาคเอกชนและผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ลงทุนและการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำความผิดในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล

โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน ซึ่งเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. มีมูลค่าการเสนอขายรวม 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,200 ล้านบาท หรือ 4.94% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 24,300 ล้านบาท สะท้อนว่าภาคเอกชนยังให้ความสำคัญกับการระดมทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่กองทุนรวม Thai ESG ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) อยู่ที่ 69,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32,784 ล้านบาท หรือ 89.05% จาก 36,816 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2568 และเพิ่มขึ้น 13.55% จากสิ้นปี 2568 โดยจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้นอีก 4 กองทุน

ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการปรับมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงปี 2567–2569 โดยวงเงินลดหย่อนภาษีเพิ่มจาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท และปรับเงื่อนไขระยะเวลาการลงทุนจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี ส่งผลให้ประชาชนมีความสนใจลงทุนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากขึ้น

สำหรับกองทุนรวม SRI Fund มี NAV ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 อยู่ที่ 143,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61,333 ล้านบาท หรือ 74.58% จาก 82,244 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2568 และเพิ่มขึ้น 16.23% จากสิ้นปี 2568 โดยมีจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้น 18 กองทุนจากปีก่อน

การเติบโตของ SRI Fund ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ภาครัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวม Thai ESGX ในช่วงเดือนพ.ค.–มิ.ย. 2568 นอกจากนี้ ยังพบว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการลงทุนอย่างยั่งยืนเพิ่มขึ้น โดยมีกองทุนรวม ESG-non SRI จำนวน 9 กองทุนที่ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนและจัดเป็น SRI Fund

ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวม ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2569 มี NAV อยู่ที่ 6.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 873,000 ล้านบาท หรือ 16.51% จาก 5.29 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2568 ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมี NAV อยู่ที่ 1.70 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 185,000 ล้านบาท หรือ 12.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในด้านการคุ้มครองผู้ลงทุน ก.ล.ต. เปิดเผยผลการดำเนินงานของ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต.” ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.–30 มิ.ย. 2569 มีจำนวนการรับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุนรวม 4,530 ครั้ง แบ่งเป็นการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนผ่านสายด่วนจำนวน 4,156 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ประสานงานเพื่อปิดกั้นช่องทางหลอกลวงแล้ว 374 ครั้ง โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสามารถดำเนินการปิดกั้นได้ 100% ภายในระยะเวลาประมาณ 7 นาทีถึง 48 ชั่วโมง สะท้อนความพยายามในการลดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนและผู้ลงทุน

ส่วนการจัดการปัญหา บัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2569 มียอดบัญชีที่ถูกระงับสะสม 60,968 บัญชี เพิ่มขึ้น 27.83% จาก 47,692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568

สำหรับการบังคับใช้กฎหมาย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ก.ล.ต. ดำเนินคดีอาญาโดยกล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน ทั้งกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวม 23 คดี มีผู้ถูกกล่าวโทษรวม 67 ราย และมีการเปรียบเทียบปรับจำนวน 108 ราย คิดเป็นค่าปรับรวม 30 ล้านบาท

ขณะที่การดำเนินคดีทางแพ่ง มีผู้กระทำผิดตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่คณะกรรมการมาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) กำหนด จำนวน 29 ราย จาก 7 คดี โดยมีค่าปรับทางแพ่งรวม 662.70 ล้านบาท และต้องชดใช้เงินเท่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับรวม **519.44 ล้านบาท

ทั้งนี้ เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดดังกล่าว ได้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดินแก่กระทรวงการคลังแล้ว

สำหรับผู้กระทำความผิดที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้ขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งในอัตราสูงสุดตามที่กฎหมายบัญญัติแล้วจำนวน 17 ราย

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนทั้งการขยายตัวของผลิตภัณฑ์การลงทุนด้านความยั่งยืนและสินทรัพย์ในระบบกองทุน ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ยังคงเดินหน้าควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุน การสกัดกั้นช่องทางหลอกลงทุน การจัดการบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ตลาดทุนไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน