“ศุภจี” เร่ง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ทัน 1 ต.ค.นี้ กระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง จาก ไทยช่วยไทยพลัส พร้อมดันค่าธรรมเนียมต่างชาติ 450 บาท เข้าประชาพิจารณ์ ก่อนชง ครม.
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามเร่งรัดการดำเนินงานภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ 2569 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 และตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายแก่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่า
รัฐบาลเตรียมเร่งมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว โดยจะใช้กลไก คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ผลักดันการทำงานแบบบูรณาการ
โดยมีคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Visitor Economy ซึ่งมีนายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เป็นกลไกสำคัญในการนำโจทย์จากภาคเอกชนมาทำงานร่วมกับภาครัฐ พร้อมเชื่อมกับคณะทำงานด้านตลาดและการค้า ตลอดจนภาคเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร ชุมชน และเอสเอ็มอี เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายออกไปในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวจะใช้ กรอ. เป็นพื้นที่แก้โจทย์ที่กระทบประสบการณ์นักท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่ความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการสร้างสินค้าและกิจกรรมใหม่ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงดึงคนเข้าประเทศเพิ่ม แต่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาและใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมสร้างประโยชน์ให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจชุมชน
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเห็นชอบให้นำวิธีการจัดเก็บและอัตราที่เสนอเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น เบื้องต้นอยู่ที่ 400-450 บาท
พร้อมทั้งศึกษาช่องทางจัดเก็บหลายรูปแบบ ทั้งผ่านสายการบิน เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน จุดชำระเงิน รวมถึงการเชื่อมกับระบบที่พัก ก่อนรวบรวมผลประชาพิจารณ์กลับเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติอีกครั้ง และจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าธรรมเนียมยังต้องรับฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน เรานำกรอบเดิมมาทบทวนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดูทั้งอัตราที่เหมาะสมและวิธีจัดเก็บ โดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ก่อนเดินตามกระบวนการประชาพิจารณ์อย่างถูกต้อง
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า มาตรการสำคัญที่ได้หารือในที่ประชุมคือ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกระทรวงการคลังถึงแหล่งเงินและรายละเอียดระบบ
“เราจะทำให้เร็วที่สุด ตั้งเป้าหมายเป็นไปได้วันที่ 1 ต.ค.ต่อเนื่องจากโครงการไทยช่วยไทยที่สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2569 หากระบบหลังบ้านพร้อมที่สุด เพื่อประชาชนใช้แล้วไม่มีปัญหา เบื้องต้นวางกรอบไว้ที่ 500,000 สิทธิ์ ใช้แพลตฟอร์ม ‘เป๋าตัง’ สนับสนุนค่าที่พักและคูปอง เปิดกว้างให้ใช้กับธุรกิจบริการมากกว่าร้านอาหาร เพื่อกระจายเม็ดเงินไปยังผู้ประกอบการหลายกลุ่ม ส่วนวงเงินสนับสนุนค่าที่พักต่อสิทธิ์และรูปแบบการจ่ายยังรอข้อสรุปจากกระทรวงการคลัง”
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าสามารถใช้เงินกู้ในส่วนเยียวยาผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตได้หรือไม่ หากใช้ได้จะสามารถเดินหน้าโครงการได้ทันทีเมื่อระบบพร้อม แต่หากไม่สามารถใช้แหล่งเงินดังกล่าวได้ จะต้องพิจารณางบกลางหลังวันที่ 1 ต.ค. 2569 ขณะที่จำนวนประมาณ 540,000 สิทธิ์เป็นกรอบเบื้องต้น หากมาตรการได้รับผลตอบรับดี กระทรวงการคลังสามารถพิจารณาเพิ่มจำนวนสิทธิ์ในระยะต่อไปได้
นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ผลการศึกษาการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ล่าสุดเมื่อคำนวณจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง พบอัตราฐานที่เหมาะสมมากกว่า 490 บาท แต่ประเมินว่า 450 บาท หรือประมาณ 15 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นระดับที่เหมาะสมและไม่สร้างผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวมากเกินไป
ทั้งนี้ หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะเริ่มจัดเก็บทางอากาศภายใน 180 วัน ส่วนทางบกและทางน้ำจะใช้เวลาอีก 360 วัน เนื่องจากมีความซับซ้อนและต้องคำนึงถึงความหนาแน่นบริเวณด่านชายแดน โดยเฉพาะด่านสะเดา
อย่างไรก็ตาม เงินที่จัดเก็บจะเข้าสู่กองทุนเพื่อใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงานศึกษาวิจัย การพัฒนาบุคลากรและกาประชาสัมพันธ์ รวมถึงประกันภัยและการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของนักท่องเที่ยว
โดยนายสุรศักดิ์ระบุว่า หากพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว ไทยจะมีข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องมีกลไกเงินนอกงบประมาณเข้ามาเสริม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง