ส.เหล็กทรงยาวมาตรฐาน ถอดบทเรียนวิกฤตปี 40 ย้ำไทยต้องอัปเกรด มอก.เหล็กไทย คุมคุณภาพความจปลอดภัยเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสัญชาติ ห้ามดาวน์เกรด
นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการสมาคมเหล็กทรงยาวมาตรฐาน กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยควรเรียนรู้บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเหล็กอย่างรุนแรง ทั้งจากเงินบาทอ่อน หนี้ต่างประเทศ และความต้องการใช้เหล็กที่ลดลง ขณะที่ธุรกิจเหล็กเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งโรงงาน เครื่องจักร ระบบควบคุมคุณภาพ และการจัดการสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากประสบปัญหาทางการเงินและต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการฟื้นตัว
บทเรียนดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมเหล็กไทยจำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม โดยการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการกีดกันผู้ประกอบการ แต่เป็นการกำหนดมาตรฐานเดียวกันเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
สำหรับการขยายตัวของโรงงานเตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) นายประวิทย์เห็นว่า ประเด็นสำคัญไม่ควรอยู่ที่ว่าเทคโนโลยีมาจากประเทศใด แต่ต้องพิจารณาที่ผลลัพธ์ของกระบวนการผลิต ทั้งความสามารถในการควบคุมคุณภาพ ความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ และความปลอดภัย โดยเฉพาะเหล็กที่นำไปใช้ในโครงสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยและชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้ วันที่ 17 สิงหาคมนี้ จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่ โดยนายประวิทย์ระบุว่า ต้องการเห็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน คือการยกระดับมาตรฐานเหล็กไทยให้สามารถควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“เจ็บแล้วจำคือคน อย่าให้ประวัติศาสตร์ไทยซ้ำรอย จากวิกฤต IMF สู่โจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมเหล็กไทย คือการยกระดับมาตรฐานเหล็ก IF” นายประวิทย์กล่าว
นายประวิทย์กล่าวว่า การแข่งขันในอุตสาหกรรมเหล็กไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ประกอบการโรงงาน แต่เชื่อมโยงไปถึงแรงงาน ครอบครัว ผู้รับเหมา ผู้ขนส่ง ผู้ค้าเศษเหล็ก และห่วงโซ่อุปทานโดยรอบ ดังนั้น การกำหนดมาตรฐานจึงต้องมองภาพรวมของอุตสาหกรรม ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะต้นทุนของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง
หลักเกณฑ์ของ มอก. ควรใช้กับผู้ประกอบการทุกสัญชาติอย่างเท่าเทียม หากเทคโนโลยีใดสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นได้ ก็สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม แต่หากมีข้อจำกัด ผู้ประกอบการควรปรับปรุงกระบวนการผลิตและเทคโนโลยี เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ทุกเส้นที่ออกจากโรงงานมีระบบควบคุมคุณภาพที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่เพียงนำตัวอย่างบางชิ้นมาทดสอบแล้วผ่านมาตรฐาน
“ไทยยังต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงจีน แต่การลงทุนควรนำทั้งเงินทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานที่สูงขึ้นเข้ามา ไม่ใช่แข่งขันด้วยการลดมาตรฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำกว่า โรงงานปรับปรุงได้ เครื่องจักรเปลี่ยนได้ เทคโนโลยีอัปเกรดได้ แต่มาตรฐานความปลอดภัยของประชาชนไม่ควรถูกดาวน์เกรด” นายประวิทย์กล่าว
นายประวิทย์กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของอุตสาหกรรมเหล็กไทยควรเป็นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ทั้งด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสีเขียว โดยขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเฉพาะต้นทุน แต่ต้องครอบคลุมถึงคุณภาพ ความปลอดภัย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม