ข้อพิพาทภายในองค์กรอิสระ อย่างองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังสะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้างหรือไม่

จากเหตุการประชุมของคณะกรรมการ หรือบอร์ดกสทช. ที่ล่มแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อแต่ละครั้งที่ผ่านมากรรมการไม่ครบองค์ประชุม และมีการวอล์กเอาต์จากห้องประชุมของกรรมการ ซึ่งเป็นกรรมการฝ่ายเสียงข้างมาก 3 คน ได้แก่ ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย เลือกที่จะสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุม

สาเหตุหลักมาจากข้อถกเถียงเรื่องคุณสมบัติประธาน กสทช. ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หลังจากที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ประธานกสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสถานะและตำแหน่งหน้าที่ทับซ้อนกับหน่วยงานรัฐมาตั้งแต่ต้น และหากเดินหน้าประชุมภายใต้การนำของประธาน กสทช. ที่ถูกชี้ว่าขาดคุณสมบัติ มติใดๆ อาจเป็นโมฆะ และกรรมการเองอาจสุ่มเสี่ยงมีความผิดทางอาญาตามไปด้วย

แม้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามนำความกราบบังคมทูล เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. ในวันที่ 11 ส.ค.2569 โดยนำคำวินิจฉัยคุณสมบัติของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ว่ามีลักษณะต้องห้าม ถือว่าสละสิทธิ์การเป็นกรรมการแต่ต้น

แต่ในวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา การประชุมบอร์ด กสทช. นพ.สรณได้เข้าร่วมประชุมเช่นเดิม โดยยังยืนยันที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อ รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ที่มีมติว่าตนมีลักษณะต้องห้ามถือว่าสละสิทธิ์เป็นกรรมการแต่ต้น

ก่อนบอร์ดประชุมจะล่มไปอีกครั้งเมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ถือเป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันในระยะเวลากว่า 5 เดือน ซึ่งนพ.สรณเน้นย้ำว่า “ตนได้ทำทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ได้ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และทำตามมาตรฐาน และจริยธรรมของวิชาชีพแล้ว” ขณะเดียวกันได้งัดหลักฐานใหม่เพื่อโต้แย้งคณะกรรมการสรรหาฯ และได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดเช่นกัน

ด้าน พิรงรอง กรรมการ กสทช. เปิดเผยว่า ตนมีความพร้อมและยินดีที่จะเข้าร่วมการประชุม กสทช. ร่วมกับกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ (จำนวน 6 ท่าน) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 เพื่อพิจารณาระเบียบวาระต่างๆ ที่ค้างพิจารณาและมีความเร่งด่วนจำนวนมาก เพื่อไม่ให้การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. หยุดชะงักจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะและอุตสาหกรรมเกี่ยวข้อง

“ขอยืนยันว่าไม่อาจเข้าร่วมการประชุมที่มีนพ.สรณ ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้ ตามเหตุผลที่ได้ชี้แจงแล้วในบันทึกข้อความด่วนที่สุด ที่ สทช 1003/197 ลงวันที่ 27 ก.ค. 2569 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการ กสทช. ประกอบกับปรากฏเป็นข่าวแพร่หลายทั่วไปว่าศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของนพ.สรณไว้พิจารณา และไม่พิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา จึงมีผลให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่งพระราชบัญญัติ

และปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้ลงนามนำความกราบบังคมทูล เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. แล้ว ดังนั้น หากนพ.สรณฝืนปฏิบัติหน้าที่และทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป ย่อมทำให้การประชุมนั้น รวมถึงมติหรือคำสั่งทางปกครองใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย” พิรงรองกล่าว

พิรงรองกล่าวอีกว่า หากสำนักงาน กสทช. ยังคงให้ นพ.สรณ ซึ่งเป็นผู้สละสิทธิ์ตามมาตรา 18 เข้าร่วมประชุมกสทช. อีกทั้งปัจจุบันนายกรัฐมนตรีได้ลงนามนำความกราบบังคมทูล เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช. แล้ว ตนจึงไม่สามารถกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและก้าวล่วงพระราชอำนาจได้ จึงขอสงวนสิทธิ์ในการไม่เข้าร่วมประชุม และยืนยันความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมประชุม กสทช. กับกรรมการที่เหลืออยู่ตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้งานของ กสทช. และสำนักงาน กสทช. ดำเนินการต่อไปได้

วิกฤตความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรงภายในองค์กรกำกับดูแลกิจการสื่อสารของประเทศครั้งนี้ กำลังสร้างปัญหาสุญญากาศทางกฎหมาย ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมของประเทศ

เนื่องจากสำนักงาน กสทช. ระบุมีวาระที่รอการพิจารณาของบอร์ด กสทช. อยู่ถึง 143 เรื่อง มีวาระเร่งด่วนค้างท่ออยู่ถึง 44 วาระ ส่งผลให้มาตรการสำคัญและผลประโยชน์ของทั้งรัฐและเอกชนถูกแช่แข็งไว้ เป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ในส่วนการบริหารคลื่นความถี่และใบอนุญาตดาวเทียม โครงการที่เกี่ยวเนื่องกับดาวเทียมไทยคม 4 ที่ใกล้ครบกำหนดต้องหยุดชะงัก

รวมถึงการจัดสรรและกำกับดูแลคลื่นความถี่โทรคมนาคม การอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน 5G/6G สำหรับขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่สามารถขยับได้

ในขณะที่อุตสาหกรรมสื่อ ซึ่งทางทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการสื่อ กำลังรอความชัดเจนของทีวีดิจิทัล โรดแม็ป ซึ่งใบอนุญาตกิจการจะสิ้นสุดใน เดือนเม.ย. ปี 2572 ที่เหลือเวลาไม่ถึง 3 ปี ทั้งวาระพิจารณาเยียวยา มาตรการสนับสนุน และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งการที่มติไม่ออกมาทำให้ผู้ประกอบการกังวลเรื่องความเสียหายทางธุรกิจและข้อกฎหมาย

รวมทั้งเรื่องการกำกับดูแลเมกะโปรเจกต์และกองทุนเงินสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO) ไม่สามารถอนุมัติเบิกจ่ายเพื่อขับเคลื่อนโครงการโทรคมนาคมพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกลได้

ตลอดจนเมื่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสื่อต้องชะงักงัน ส่งผลต่อมาตรการกำกับดูแลผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม วิทยุ และโทรทัศน์ ต้องหยุดนิ่ง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เมื่อเอกชนไม่สามารถเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้เนื่องจากขาดความชัดเจนเชิงนโยบาย และกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

และสำคัญที่สุด คือ การทำให้การคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชนในด้านโทรคมนาคมและสื่อถูกละเลยอย่างรุนแรง ไร้เกราะป้องกันจากภัยไซเบอร์ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นเมื่อต้องผ่านการอนุมัติจากบอร์ด กสทช. ที่ไม่สามารถดำเนินการได้

ต้องจับการประชุมบอร์ดครั้งต่อไปวันที่ 19 และ 20 ส.ค.นี้ จะล่มอีกหรือไม่ ในเมื่อวิกฤตครั้งนี้ยังไม่เห็นทางออกเพราะ ณ ปัจจุบันยังไร้ข้อสรุป เมื่อต่างฝ่ายต่างอ้างความถูกต้องทางกฎหมายของตนเอง กลายเป็นความขัดแย้งภายในขั้นรุนแรงจนอาจทำให้องค์กรตกอยู่ในภาวะอัมพาต

ที่ส่งผลความเสียหายในเชิงมูลค่าระดับแสนล้านบาท และความเชื่อมั่นที่ไม่อาจประเมินค่าได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน