ส.กทอ. เผยกรอบเงินสนับสนุนปี 69 เน้นเพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน-ช่วยลดค่าครองชีพ 7,500 ล้านบาท ขนาดติดตั้งมากกว่า 33,000 กิโลวัตต์
นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า การจัดสรรเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2569 มีกรอบเงินสนับสนุน 7,500 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นมีโครงการที่ผ่านการพิจารณารวม 55,058 ระบบ ขนาดติดตั้งรวม 33,968 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุนประมาณ 60% ของกรอบวงเงิน
โดยกองทุนจะให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถนำพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประสิทธิภาพพลังงานไปสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับโครงการที่คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้จากงบประมาณปี 2569 ได้แก่ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและบ้านอยู่อาศัยที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง จำนวน 47 พื้นที่ รวม 8,932 ระบบ ขนาดติดตั้งประมาณ 5,707 กิโลวัตต์ วงเงินสนับสนุน 628 ล้านบาท
ขณะที่ การติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรโดยร่วมมือกับหน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงทั้งระบบสูบน้ำผิวดินในพื้นที่ภัยแล้วและระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค ได้รับการสนับสนุนจำนวน 12 โครงการ จำนวนกว่า 1,200 ระบบทั่วประเทศ วงเงินรวมประมาณ 658 ล้านบาท
ทั้งนี้ จะช่วยลดต้นทุนพลังงานในการประกอบอาชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภาคการเกษตรและสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและครัวเรือนที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภค
นอกจากนี้ ยังสนับสนุนโครงการด้านพลังงานในกลุ่มโรงพยาบาลของรัฐ พื้นที่ความมั่นคงชายแดน การลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผู้ประกอบการ โรงงานและอาคาร รวมถึงภาคธุรกิจ การสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานการสนับสนุนในพื้นที่พิเศษ
ตลอดจนโครงการด้านพลังงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การสนับสนุนจากกองทุนฯ ครอบคลุมทั้งมิติการลดค่าใช้จ่าย การเข้าถึงพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระยะยาว
“หลักสำคัญของการจัดสรรทุนของกองทุน มุ่งหวังที่จะทำให้เงินที่สนับสนุนให้แก่โครงการต่างๆ สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงพลังงาน และสร้างประสิทธิภาพให้กับชุมชน ภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ทุกบาทของกองทุนเกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศอย่างคุ้มค่า”