สศช.ชี้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 โต 1.9% แม้ถูกพิษตะวันออกกลางกดดันหนัก เชื่อครึ่งปีหลังฟื้นตัว ส่งออก-ลงทุนยังเป็นเครื่องยนต์หลัก ลุ้นจีดีพีทั้งปีโต 2.2%

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกแบบปรับฤดูกาลหดตัว 0.2% โดยมีแรงกดดันสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความยืดหยุ่น และหลายเครื่องยนต์ยังเดินหน้าได้ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัว 9.1% และการลงทุนภาคเอกชนโตถึง 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือราว 13 ปีครึ่ง สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังลงทุนในเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่

ด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าโต 14.1% จากแรงหนุนของอุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และสินค้าเทคโนโลยีตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก แม้การส่งออกรถยนต์นั่งยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการด้านคาร์บอนและการแข่งขันของรถยนต์ไฟฟ้า

ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสแรก โดยเฉพาะการใช้จ่ายด้านโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง น้ำมันเชื้อเพลิง และยานพาหนะ ขณะที่สินค้าอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องเรือนยังขยายตัวได้

ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% จากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอ แต่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และคอมพิวเตอร์ยังเติบโตสูง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ เพียงแต่สัดส่วนยังไม่มากพอที่จะดันภาพรวมภาคการผลิตให้ขยายตัวได้ชัดเจน

ภาคเกษตรขยายตัว 1.5% จากผลผลิตผลไม้และยางพารา ขณะที่ภาคท่องเที่ยวและบริการอาหารขยายตัว 1.5% แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเกือบ 53,000 บาทต่อทริป ช่วยประคองรายได้ภาคบริการ

นายดนุชากล่าวว่า ผลกระทบจากตะวันออกกลางในไตรมาส 2 ค่อนข้างแรง ทั้งราคาพลังงาน การเร่งนำเข้าน้ำมัน และต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล แต่หากไม่รวมการค้าในกลุ่มน้ำมันและทองคำ ไทยยังเกินดุลการค้าประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าฐานการค้าไทยยังแข็งแรง

“ไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบค่อนข้างแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ช่วงถัดไปเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้น และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.2%” นายดนุชากล่าว

สศช.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.2% จากกรอบเดิม 1.5-2.5% มาเป็น 1.7-2.7% ขณะที่เศรษฐกิจโลกคาดขยายตัว 3.3% จากเดิม 2.9% ส่วนการส่งออกสินค้าคาดโต 2.5-3.5% โดยการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ และมี Thailand Fast Pass เป็นกลไกช่วยเร่งรัดการลงทุน

สำหรับไตรมาส 3 สศช.มองว่ามีโอกาสฟื้นตัวจากไตรมาส 2 ซึ่งอาจเป็นจุดต่ำสุดของปี หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงในไตรมาส 2 เริ่มมีทิศทางชะลอลงในครึ่งปีหลัง แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

นายดนุชาระบุว่า ความเสี่ยงที่ต้องจับตายังรวมถึงสถานการณ์ตะวันออกกลาง มาตรการการค้าของสหรัฐ ความผันผวนของตลาดทุน เอลนีโญ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของเอสเอ็มอีที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการจ้างงาน

ส่วนมาตรการกระตุ้นการบริโภค สศช.จะติดตามผลของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ก่อนพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เนื่องจากตัวเลขไตรมาส 2 ยังไม่รวมผลของมาตรการดังกล่าว ขณะที่การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินต้องเน้นความคุ้มค่า ตรงเป้า และคำนึงถึงความเสี่ยงด้านพลังงานควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพ

สำหรับแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี สศช.เสนอ 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ดูแลภาคเกษตรจากปัญหาภัยแล้ง รักษาแรงส่งการส่งออกและรับมือมาตรการการค้าสหรัฐ เร่งการลงทุนภาคเอกชน เพิ่มความเร็วการเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการ PPP และเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานรูปแบบใหม่

ภาพรวม สศช.มองว่าแม้ไตรมาส 2 เศรษฐกิจไทยถูกแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกอย่างหนัก แต่ยังมีการส่งออก การลงทุน สินค้าเทคโนโลยี ภาคเกษตรบางกลุ่ม และรายได้จากนักท่องเที่ยวช่วยพยุงไว้ ทำให้ครึ่งปีหลังมีโอกาสฟื้นตัว และยังมีลุ้นจีดีพีทั้งปีโต 2.2% หากรัฐบาลบริหารความเสี่ยงและเดินมาตรการได้ตรงจุด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน