“ศุภจี” ประกาศยกระดับไทยสู่ฐานการผลิต-ห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น รับโลกเปลี่ยน เชิญนักธุรกิจสหรัฐลงทุน AI เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวในงาน Thailand–U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership ที่โรงแรม Hyatt Regency กรุงเทพฯ ว่า ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 200 ปี บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ผลประโยชน์ร่วมกัน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีความใกล้ชิดกันอย่างต่อเนื่อง

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยพร้อมปรับบทบาทจากผู้รับมือกับความเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับประเทศให้เป็น ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ สำหรับภูมิภาคและตลาดโลก

นางศุภจี กล่าวว่า สหรัฐ เป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของไทยและเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย มีเงินลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง รวมถึงมีบทบาทในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

สำหรับทิศทางการลงทุนในระยะต่อไป ไทยกำลังเดินหน้าสู่เศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง ดิจิทัล AI หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนสหรัฐฯ เข้ามาร่วมสร้างการเติบโตระยะใหม่ของไทย

“เราต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของ Partnership and Co-creation หรือการเป็นหุ้นส่วนและร่วมกันสร้างสรรค์” นางศุภจีกล่าว

ด้านการค้า รัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง โดยเฉพาะการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่ไทยมีความต้องการ เช่น พลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง รวมถึงสินค้าเกษตรบางประเภท เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สมดุลและเกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน ไทยยังเดินหน้าผลักดัน กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยนางศุภจีเปิดเผยว่า จะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้

“เป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน” นางศุภจีกล่าว

นางศุภจีกล่าวด้วยว่า ความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว โดยบริษัทไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ แล้วกว่า 19,000 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ การลงทุนดังกล่าวช่วยสร้างการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศสามารถสร้างทั้งโอกาส การจ้างงาน และการเติบโตให้กับประชาชนของทั้งสองฝ่าย

สำหรับรัฐบาลไทย พร้อมสนับสนุนการลงทุนผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และแข่งขันได้ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถลงทุนและเติบโตในไทยได้ในระยะยาว

“แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน จะยังคงเข้มแข็ง และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในอนาคต”

นางศุภจีกล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยพร้อมเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้กับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน