“อนุทิน–เอกนิติ” ยังไม่พอใจเศรษฐกิจโต 2.2% เพราะโตได้มากกว่านี้ พร้อมบอก “ยิ่งกว่าพอใจ” ทีมเศรษฐกิจ เร่งประคอง-เปลี่ยนผ่านพลังงาน-ลงทุน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า แม้ สศช.ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นจาก 2% เป็น 2.2% แต่ยังไม่ถือว่าน่าพอใจ เพราะเป้าหมายต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่านี้
“เศรษฐกิจตอนนี้โอเค แต่โตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ต้องถามว่าทำไมไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4% 5% หรือ 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ” นายอนุทินกล่าว พร้อมระบุเมื่อถูกถามว่าพอใจการทำงานของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังหรือไม่ว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”
ด้าน นายเอกนิติกล่าวว่า ยังไม่พอใจตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะยังมีโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน โดยเฉพาะการลงทุน ซึ่งต้องเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและสร้างงานให้คนไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
“เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 1.7% สะท้อนว่าการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อประคองเศรษฐกิจเป็นแนวทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เริ่มในเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน”
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญ “วิกฤต 3 ระลอก” ได้แก่ วิกฤตพลังงาน วิกฤตค่าครองชีพ และวิกฤตกำลังซื้อ
วิกฤตพลังงานได้รับผลกระทบจากสงคราม ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น และดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 ขาดดุลถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6 แสนล้านบาท สะท้อนความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จึงจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ
ส่วนวิกฤตค่าครองชีพสะท้อนจากเงินเฟ้อไตรมาส 2 ที่เพิ่มขึ้นเป็น 2.7% จากติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้นเกือบ 9% สะท้อนต้นทุนของผู้ประกอบการที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง โดยการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวจาก 3.3% ในไตรมาสแรก เหลือ 1.9% ในไตรมาส 2
“ถ้าที่ผ่านมาเราไม่รีบทำ ไม่รีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้” นายเอกนิติกล่าว พร้อมย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องเดินหน้าโดยเร็ว เพราะสงครามยังไม่จบ และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสะท้อนว่าไทยยังมีความเปราะบาง จากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซสูง“
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจยังมีสัญญาณบวกจากการลงทุนที่ไตรมาส 2 ขยายตัวถึง 13% เป็นการเติบโตระดับสองหลักต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นแรงส่งสำคัญในการสร้างงานและยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
สำหรับทิศทางหลังจากนี้ รัฐบาลจะเดินหน้า 3 แนวทาง ได้แก่ 1. ประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการช่วยเหลือประชาชนและรักษากำลังซื้อ 2. เร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และ 3. เร่งลงทุนสร้างอนาคตประเทศ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้เงินลงทุนต่างชาติส่งต่อประโยชน์ถึงเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยอย่างแท้จริง