สสว. เผยดัชนี SMESI แตะ 50.8 เหนือค่าฐานในรอบ 5 เดือน จับมือกรมบัญชีกลาง ปรับเกณฑ์ THAI SME GP ดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ หนุนเอสเอ็มอีตัวจริงเข้าถึงสิทธิประโยชน์
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ และรักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMESI) ประจำเดือนก.ค.2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 50.8 จากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 47.8 ซึ่งเป็นการกลับมาอยู่เหนือระดับค่าฐาน (50.0) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน
ทั้งนี้ หลังจากเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อต้นทุนและการขนส่ง โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลผ่านโครงการ“ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40) ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ส่งผลให้ดัชนีภาคการค้าพุ่งแตะ 52.0 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของภาคบริการที่ระดับ 50.9
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า (ส.ค.-ต.ค.2569) ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 อยู่ที่ระดับ 52.9 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อกำลังซื้อหลังจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ ประกอบกับดัชนีด้านต้นทุนยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐาน
โดยผู้ประกอบการถึง 81.9% ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าวัตถุดิบ รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มออนไลน์และค่า GP ซึ่งผู้ประกอบการกว่าครึ่งหนึ่งมีต้นทุนออนไลน์สูงเกิน 15% ของยอดขาย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการ 43% ต้องการให้ภาครัฐออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน อนุมัติไว และตรงจุด
เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนอย่างยั่งยืน
ซึ่งตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐถือเป็นโอกาสสำคัญที่มีมูลค่าสูงถึง 1.3-1.8 ล้านล้านบาทต่อปี
ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับกรมบัญชีกลางผลักดันมาตรการ“THAI SME GP”
จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี 2568 มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างจากเอสเอ็มอีสูงกว่า 6 แสนล้านบาท (คิดเป็น 33.7%)
ล่าสุดยอดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจากเอสเอ็มอี พุ่งสูงถึง 371,245 ล้านบาท คิดเป็น 55.8% ของมูลค่ารวม มีผู้ประกอบการในระบบกว่า 180,000 ราย เพื่อขยายโอกาสและแก้ไขข้อจำกัดด้านมูลค่าสัญญาสะสมเดิม รวมถึงป้องกันไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่สวมสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม จึงได้ร่วมกับกรมบัญชีกลางยกระดับและปรับปรุงหลักเกณฑ์มาตรการ THAI SME GP ใหม่ใน 3 ประเด็นสำคัญ จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป เพื่อให้สิทธิประโยชน์เข้าถึงเอสเอ็มอี ตัวจริงที่มีศักยภาพอย่างเต็มที่ ได้แก่
1.ให้แต้มต่อด้านราคา 10% สำหรับเอสเอ็มอีที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) เพื่อป้องกันธุรกิจขนาดใหญ่ตั้งนิติบุคคลมาใช้สิทธิ์แทนเอสเอ็มอี
2.เพิ่มแต้มต่อด้านราคาอีก 5% สำหรับเอสเอ็มอีที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) เพื่อขับเคลื่อนเอสเอ็มอรสู่ระบบดิจิทัล
และ 3.ปรับเกณฑ์มูลค่าสัญญาสะสมที่ใช้สิทธิแต้มต่อราคาจากเดิมที่แยกตามขนาดธุรกิจ เปลี่ยนมาเป็นกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 500 ล้านบาท