ชี้ไทยอ่อนไหวกับราคาน้ำมัน ไตรมาส 2 ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.8 หมื่นล้านบาท สั่งคลังหารือเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหาหากวิกฤตพลังงานซ้ำรอย
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้พูดคุยกับคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้จากพระราชกำหนดเงินกู้ฯ ในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยโครงการที่กำลังหารือ ได้แก่ โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ที่น่าจะได้เห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 4 ปี 2569
ขณะที่โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่งสาธารณะนั้น จะเข้ามาหารือกับปลัดกระทรวงการคลังภายในสัปดาห์นี้ (17-21 ส.ค.) เมื่อหน่วยงานยื่นขอใช้เงินกู้ฯ เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จะเข้ามาเพื่อพูดคุยรายละเอียดก่อน ซึ่งมีข้อดีคือจะได้ตกผลึกว่าโครงการใดใช้เงินจากพ.ร.ก.เงินกู้ได้ หรือไม่ได้ ซึ่งขณะนี้เน้นย้ำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะภาคขนส่งสาธารณะที่ต้องให้ความสำคัญก่อน
“ดุลบัญชีเดินสะพัดไตรมาส 2 กลับมาติดลบ จะเห็นว่าเราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.7-1.8 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 2 จากที่เคยเป็นบวก แสดงให้เห็นว่าไทยอ่อนไหวกับราคาน้ำมันมาก เพราะเรานำเข้าน้ำมัน รถส่วนใหญ่ก็ใช้น้ำมัน หรือไฟฟ้าก็ยังใช้ก๊าซธรรมชาติกว่า 65% ดังนั้นเราต้องนำเข้าจากตะวันออกกลาง พอราคาแพง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลทันที นี่คือความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ เปิดเผยต่อว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดครั้งนี้เป็นการขาดดุลครั้งแรกในรอบหลายปี เนื่องจากหลังวิกฤตปี 2540 ไทยเกินดุลมาตลอด ยกเว้นช่วงโควิด สถานการณ์ตอนนี้จึงสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ถ้าไม่เร่งเปลี่ยนโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยก็จะอ่อนแอเช่นนี้ พอน้ำมันแพงก็ถูกกระทบอีก ถ้าเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่าน สงครามก็ยังไม่จบ แล้วเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ หากรบกันอีก ราคาพุ่งอีก ก็ต้องคอยเยียวยาเรื่อยๆ แก้ไม่ไหว
สำหรับ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เบิกจ่ายได้ถึง 31 ธ.ค. 2570 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้น (Jump Start) สู่การเปลี่ยนผ่าน โดยได้วางนโยบาย แนวหลักการเพื่อการเปลี่ยนผ่านไว้ 3 ด้าน ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านการขนส่ง และเพิ่มศักยภาพคน